|
"มาอยู่ที่นี่กันได้อย่างไร?
ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?" เป็นคำถามที่ออกมาจากความรู้สึกของผู้ร่วมเดินทาง
เพื่อตรวจเยี่ยมพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา ที่อาศรมขุนแม่รวม อ.กัลยาณิวัฒนา
(วัดจัน) จ.เชียงใหม่
ด้วยระยะทางที่แสนห่างไกลจากความเจริญ
การเดินทางต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะเดินทางถึงที่หมาย
ย้อนกลับไปในอดีต
มีพระสงฆ์คณะหนึ่ง ที่เรียกว่า "พระธรรมจาริก" ได้ออกเดินทางจาริกปฏิบัติศาสนกิจในชุมชนบนพื้นที่สูงในดงดอยห่างไกล
เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชนบนพื้นที่สูง
ร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐของกระทรวงมหาดไทย
พระธรรมจาริก
ผู้จาริกตามรอยพระบาท โดยมิเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์วรรณะ
ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของชาวพุทธที่กำลังคลอนแคลน การทำงานของเหล่าพุทธสาวกนี้จึงเปรียบได้ดังแสงประทีปบนขุนเขาห่างไกลจาก
สังคมเมืองอันสับสนวุ่นวาย
แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้ผลิตพระบัณฑิตออกมารับใช้พระศาสนาและสังคม
ได้ตระหนักว่า ควรที่จะขยายภารกิจการเผยแผ่พระศาสนาไปสู่ชาวเขาเหล่านั้นด้วย
ได้จัดโครงการ "พระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา (ธรรมจาริก)" เมื่อปีพุทธศักราช
2543
นับเนื่องถึงปัจจุบันปี
2553 เป็นเวลา 10 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ คือ
-เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขา
-เพื่อช่วยพัฒนาจิตใจ
ตามแนวพระพุทธศาสนาและตอบสนองนโยบายของรัฐบาลตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
-เพื่อให้การศึกษา
ภาษา หน้าที่พลเมืองที่ดี ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตลอดถึงศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม
-เพื่อช่วยแนะนำและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
ลำธารตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
-เพื่ออบรมสั่งสอนชี้ให้เห็นถึงหลักการดูแลสุขภาพพื้นฐานและพิษภัยของยาเสพติด
โรคเอดส์ ตามพื้นที่เป้าหมาย ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
ทั้งนี้
"พระธรรมโกศาจารย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้ฝากให้พระบัณฑิตอาสาช่วยคิดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่อาศรมให้มากขึ้น
การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชุมชนทั้งการจัดอาศรมให้มีความสะอาดร่มรื่น
เหมาะแก่การเป็นศูนย์พัฒนาด้านจิตใจของชุมชน การทำงานที่ประสบความสำเร็จ
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานภาคีกับกลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
จากที่ได้สนทนากับพระบัณฑิตอาสาที่ปฏิบัติงานบนพื้นที่สูง
คือ "พระมานพ มหายโส" และ "พระสมพงษ์ จิตตสังวโร"
ซึ่งเป็นพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา ท่านเล่าว่า "หลังจากศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว
ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขึ้นมาปฏิบัติงานกับชนบนพื้นที่สูงและก็ได้สมัครเข้า
ร่วมโครางการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา เมื่อเดินทางมาแล้วก็พบว่าการปฏิบัติงานเช่นนี้ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง
โดยเฉพาะเมื่อชาวบ้านอยู่อย่างไร กินอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น และที่สำคัญต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้"
"นอกจากนี้
ต้องทำหน้าที่สอนนักเรียน ในช่วงแรกต้องสอนถึง 18 คาบ/สัปดาห์ นับว่าเป็นงานหนัก
พร้อมกันนี้ก็ต้องพัฒนาเสนาสนะให้เจริญขึ้นด้วย ชาวเขาที่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่เขาอยู่กันมากว่าร้อยปี
และเขาก็มีวิถีชีวิตอยู่แบบพอเพียง เราเข้ามาก็ช่วยเสริมในส่วนที่ขาดและไม่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขา"
"กำลังใจที่ได้คือพระธรรมโกศาจารย์
อธิการบดี ได้รวบรวมปัจจัยกว่า 100,000 บาท ให้สร้างที่พักให้กับนักเรียนที่อาศรมแห่งนี้
อีกทั้งเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้เมตตาบริจาคปัจจัยสร้างที่พักเพิ่มให้อีก
1 หลัง นับเป็นความเมตตาอย่างสูงที่ท่านมีต่อพระสงฆ์ที่ทำงานอยู่บนพื้นที่สูง
เราพร้อมที่จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ เพื่อพัฒนาชนบนพื้นที่สูงต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ต้องพานพบกับ
อุปสรรคนานัปการก็ตาม ปัจจัยที่ได้จากนิตยภัต เดือนละ 5,000 บาท หมดไปกับการใช้จ่ายช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กๆ
ซึ่งอาตมาไม่เสียดายเลย"
โครงการ
พระบัณฑิตอาสาได้สร้างพระนิสิตของมหาวิทยาลัยให้เป็นพระรุ่นใหม่ที่มีการ
พัฒนาชาวเขารูปแบบใหม่และเอาใจใส่ชาวเขาอย่างจริงจัง ทำงานเพื่ออุดมการณ์ตามแนวความคิดที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาอันนำไปสู่
การพัฒนาที่ยั่งยืน
เปรียบเสมือนเข็มทิศจิตใจช่วยพัฒนาชาวเขา
ที่มา: นสพ.ข่าวสด
*******************
|