10 ปี "พระบัณฑิตอาสา" เข็มทิศจิตใจ-เพื่อชาวเขา
Submitted by อิทธิ on อาทิตย์, 7 February 2010

 

           "มาอยู่ที่นี่กันได้อย่างไร? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?" เป็นคำถามที่ออกมาจากความรู้สึกของผู้ร่วมเดินทาง เพื่อตรวจเยี่ยมพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา ที่อาศรมขุนแม่รวม อ.กัลยาณิวัฒนา (วัดจัน) จ.เชียงใหม่

           ด้วยระยะทางที่แสนห่างไกลจากความเจริญ การเดินทางต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะเดินทางถึงที่หมาย

           ย้อนกลับไปในอดีต มีพระสงฆ์คณะหนึ่ง ที่เรียกว่า "พระธรรมจาริก" ได้ออกเดินทางจาริกปฏิบัติศาสนกิจในชุมชนบนพื้นที่สูงในดงดอยห่างไกล เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชนบนพื้นที่สูง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐของกระทรวงมหาดไทย

           พระธรรมจาริก ผู้จาริกตามรอยพระบาท โดยมิเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์วรรณะ ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของชาวพุทธที่กำลังคลอนแคลน การทำงานของเหล่าพุทธสาวกนี้จึงเปรียบได้ดังแสงประทีปบนขุนเขาห่างไกลจาก สังคมเมืองอันสับสนวุ่นวาย

           แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้ผลิตพระบัณฑิตออกมารับใช้พระศาสนาและสังคม ได้ตระหนักว่า ควรที่จะขยายภารกิจการเผยแผ่พระศาสนาไปสู่ชาวเขาเหล่านั้นด้วย ได้จัดโครงการ "พระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา (ธรรมจาริก)" เมื่อปีพุทธศักราช 2543

นับเนื่องถึงปัจจุบันปี 2553 เป็นเวลา 10 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ คือ

           -เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขา
           -เพื่อช่วยพัฒนาจิตใจ ตามแนวพระพุทธศาสนาและตอบสนองนโยบายของรัฐบาลตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
           -เพื่อให้การศึกษา ภาษา หน้าที่พลเมืองที่ดี ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตลอดถึงศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม
           -เพื่อช่วยแนะนำและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ลำธารตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
           -เพื่ออบรมสั่งสอนชี้ให้เห็นถึงหลักการดูแลสุขภาพพื้นฐานและพิษภัยของยาเสพติด โรคเอดส์ ตามพื้นที่เป้าหมาย ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

           ทั้งนี้ "พระธรรมโกศาจารย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ฝากให้พระบัณฑิตอาสาช่วยคิดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่อาศรมให้มากขึ้น การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชุมชนทั้งการจัดอาศรมให้มีความสะอาดร่มรื่น เหมาะแก่การเป็นศูนย์พัฒนาด้านจิตใจของชุมชน การทำงานที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานภาคีกับกลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

           จากที่ได้สนทนากับพระบัณฑิตอาสาที่ปฏิบัติงานบนพื้นที่สูง คือ "พระมานพ มหายโส" และ "พระสมพงษ์ จิตตสังวโร" ซึ่งเป็นพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา ท่านเล่าว่า "หลังจากศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขึ้นมาปฏิบัติงานกับชนบนพื้นที่สูงและก็ได้สมัครเข้า ร่วมโครางการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา เมื่อเดินทางมาแล้วก็พบว่าการปฏิบัติงานเช่นนี้ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง โดยเฉพาะเมื่อชาวบ้านอยู่อย่างไร กินอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น และที่สำคัญต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้"

           "นอกจากนี้ ต้องทำหน้าที่สอนนักเรียน ในช่วงแรกต้องสอนถึง 18 คาบ/สัปดาห์ นับว่าเป็นงานหนัก พร้อมกันนี้ก็ต้องพัฒนาเสนาสนะให้เจริญขึ้นด้วย ชาวเขาที่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่เขาอยู่กันมากว่าร้อยปี และเขาก็มีวิถีชีวิตอยู่แบบพอเพียง เราเข้ามาก็ช่วยเสริมในส่วนที่ขาดและไม่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขา"

           "กำลังใจที่ได้คือพระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดี ได้รวบรวมปัจจัยกว่า 100,000 บาท ให้สร้างที่พักให้กับนักเรียนที่อาศรมแห่งนี้ อีกทั้งเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้เมตตาบริจาคปัจจัยสร้างที่พักเพิ่มให้อีก 1 หลัง นับเป็นความเมตตาอย่างสูงที่ท่านมีต่อพระสงฆ์ที่ทำงานอยู่บนพื้นที่สูง เราพร้อมที่จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ เพื่อพัฒนาชนบนพื้นที่สูงต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ต้องพานพบกับ อุปสรรคนานัปการก็ตาม ปัจจัยที่ได้จากนิตยภัต เดือนละ 5,000 บาท หมดไปกับการใช้จ่ายช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กๆ ซึ่งอาตมาไม่เสียดายเลย"

           โครงการ พระบัณฑิตอาสาได้สร้างพระนิสิตของมหาวิทยาลัยให้เป็นพระรุ่นใหม่ที่มีการ พัฒนาชาวเขารูปแบบใหม่และเอาใจใส่ชาวเขาอย่างจริงจัง ทำงานเพื่ออุดมการณ์ตามแนวความคิดที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาอันนำไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน

           เปรียบเสมือนเข็มทิศจิตใจช่วยพัฒนาชาวเขา

ที่มา: นสพ.ข่าวสด

*******************

กลับไปหน้า Web วัดท่าไทร
ไป Web สำนักงานเจ้าคณะภาค ๑๖

ไป Web ศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคใต้
ไป Web วิทยุชุมชนตำบลท่าทองใหม่
ไป Web ชมรมวีอาร์ร้อยเกาะสุราษฎร์ธานี