|
แม้แววตาฟ้าฟางเสียจนมองไม่เห็นจุดหมาย แต่สองมืออันเหี่ยวย่นและสั่นเทาของหญิงชรายังจับเกลียวเชือกไว้แน่น
ก้าวย่างของสองเท้ายังมั่นคงแม้จากต้นทางจะกินระยะไม่ต่ำกว่าห้ากิโลเมตร
หากแต่หญิงวัยใกล้ฝั่งคนนี้ไม่พร่ำถามว่าปลายทางยังอีกไกลไหม
ไม่ได้คิดว่าเราลากของหนัก
คิดว่าเรากำลังทำบุญกุศล เราทำเพื่อพระพุทธเจ้า คุณยายปราณี กลัดแก้ว
หญิงชาวบ้านวัย 78 ปีจากนาประดู่กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
ไม่มีบุญไหนใหญ่กว่าทำกับพระพุทธเจ้าหรอกคุณยายอีกคนตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
เช่นเดียวกับคุณยาย
คุณตา ป้า ลุงอีกหลายสิบชีวิตที่กำลังชักลากรถพระขนาดใหญ่ ไม่มีใครแสดงอาการเหนื่อยหอบออกมาให้เห็น
หากคำนวณจากวัยและระยะทาง เราน่าจะได้ยินเสียงหอบเหนื่อย แต่ก็ต้องแปลกใจที่คนวัยกลางคนจนถึงวัยใกล้ฝั่งเหล่านี้ไม่ปรากฏอาการเหล่านั้นให้เห็น
หยาดฝนฤดูออกพรรษายังโปรยปรายไม่ขาดสาย
ส่งอากาศเย็นชื่นขจายไปทั่วบริเวณ หลายวันแล้วที่ฝนไม่ตกในจังหวัดปัตตานี
แต่วันนี้พระพิรุณเบิกฟ้ามาแต่เช้าตรู่ ใบไม้ใบหญ้าสองข้างทางส่งสีเขียวสดสบายตา
ผมสีดอกเลาของพ่อเฒ่าแม่เฒ่าแฉะชื้น ทว่ายังออกแรงชักลากรถพระอย่างสม่ำเสมอ
พระพักตร์องค์ปฏิมาอิ่มเอิบด้วยบุญศรัทธาเหล่าศาสนิกชน แววพระเนตรทอดต่ำสุกใส
รับรู้กันทั่วว่าปีนี้ไม่มีการประกวดเรือพระเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบงานบุญประเพณีชักพระอันยิ่งใหญ่ของอำเภอโคกโพธิ์ปีที่
60 แต่เรือพระอันเกิดแต่ฝีมืออันประณีตของนายช่างทุกวัดยังงดงามไม่น้อยไปกว่าปีก่อนๆ
ชาวบ้านรายหนึ่งที่ติดตามงานประกวดเรือพระมายาวนานหลายสิบปีบอกว่าปีนี้เรือพระสวยงามกว่าปีก่อนเป็นไหนๆ
พอไม่ประกวด
จิตใจก็เบิกบานบริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์หรือกิเลสใดมาข้องแวะ นายช่างกับชาวบ้านก็ทำด้วยใจ
ผมว่ามันน่าภาคภูมิใจและได้บุญกุศลอย่างแท้จริงเขาให้ความเห็น

เรือพระ
คือ รถหรือล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือแล้ววางบุษบก ซึ่งภาษาพื้นเมืองของภาคใต้เรียกว่า
"นม" หรือ "นมพระ" ยอดบุษบก เรียกว่า "ยอดนม"
ใช้สำหรับอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานแล้วลากในวันออกพรรษา เรือพระมีสองแบบตามแต่ภูมิประเทศของท้องถิ่น
ถ้าเป็นเกาะหรืออยู่ใกล้น้ำก็ ลากพระทางน้ำ เรียกว่า "เรือพระน้ำ"
ส่วนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ก็ลากพระทางบก เรียกว่า "เรือพระบก"
สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือ ให้คล้ายเรือจริง ๆ และต้องทำให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด
จึงใช้ไม้ไผ่สานมาตกแต่งส่วนที่เป็นแคมเรือและหัวท้ายเรือคงทำให้แน่นหนา
ทางด้านหัวและท้ายทำงอนคล้ายหัวและท้ายเรือ แล้วตกแต่งเป็นรูปพญานาค
ใช้กระดาษสีเงินสีทองทำเป็นเกล็ดนาค กลางลำตัวพญานาคทำเป็นร้านสูงราว
1.50 เมตร เรียกว่า "ร้านม้า" ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ บุษบก
นายช่างแต่ละคนจะมีเทคนิคการออกแบบบุษบกที่แตกต่างกัน แต่มักมีความประณีตสูง
หลังคาบุษบกนิยมทำเป็นรูปจัตุรมุข ตกแต่งด้วยหางหงส์ ช่อฟ้า ใบระกา
และทุกครอบครัวต้องเตรียม "แทงต้ม" หรือขนมต้มที่ใช้ใบกระพ้อห่อข้าวสารข้าวเหนียวต้มสุก
ไปแขวนเรือพระ บางแห่งก็ใช้วิธีโยนใส่เรือพระ จึงเรียกว่า ขนมโยน
ส่วนงานชักพระของอำเภอโคกโพธิ์นั้น
มีการริเริ่มในสมัยพระครูมานิตย์สมณคุณ หรือหลวงพ่อสีพุฒ อดีตเจ้าอาวาสวัดมะเดื่อทอง
และได้มีการจัดชุมนุมเรือพระครั้งแรกในปี 2490 โดยพระอธิการแดง สุนทรโร
หรือหลวงปู่แดง เจ้าอาวาสวัดมะเดื่อทองในขณะนั้นนัดหมายให้มีการลากเรือพระมาจอดชุมนุมสมโภชน์ร่วมกัน
1 คืนแล้วจึงนำเรือพระกลับในวันรุ่งขึ้น
และเมื่อปี
2492 วัดต่างๆ ได้มีการลากเรือพระมาชุมนุมพร้อมกัน ณ ลานที่ว่าการอำเภอ
ซึ่งถือเป็นงานประเพณีชักพระครั้งแรกของอำเภอโคกโพธิ์ จนภายหลังได้รับการบรรจุอยู่ในงานประเพณีสำคัญในปฏิทินการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
กระทั่งปีนี้ครบรอบเป็นปีที่ 60
ไม่แข่งขันกันก็ดี
จะได้ไม่ต้องรบกัน คนรบกันเพราะเรื่องเรือพระมันได้บาปมากกว่าบุญ
ผู้ใหญ่อรุณ ทองพราย จาก ม. 3 ต.ทรายขาว ที่มาพร้อมเรือพระของวัดทรายขาวบอกพร้อมรอยยิ้ม
ปีก่อนๆ
วัดที่ชนะก็เป็นวัดเดิมๆ ทั้งที่ใครทำของวัดไหนก็ต้องคิดว่าวัดตนสวยที่สุด
ตรงนี้เพราะตอนทำคนเขาใส่ศรัทธาลงไป แต่กิเลสมันบดบังตอนที่ลากมาประกวด
ไม่มีใครอยากแพ้ อยากให้วัดตนเองชนะทั้งนั้น ปีนี้ไม่ประกวดก็ดีไปอย่าง
คนทำด้วยใจ ผมว่ามันก็สวยเท่ากันทุกวัด ผู้ใหญ่บ้านจากทรายขาวกล่าวพลางแหงนมองยอดบุษบกสีทองอร่ามที่แทงยอดละลานตากว่ายี่สิบยอดเหนือพื้นที่หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์

ตามข้อมูลหลักฐานที่พอสืบค้นได้ระบุว่าประเพณีชักพระเป็นประเพณีพราหมณ์ศาสนิกชนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อกันมา
สันนิษฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย ที่นิยมเอา
เทวรูปออกแห่ในโอกาสต่าง ๆ ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา
ประเพณีชักพระเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนาน ว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์
ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสด็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา
ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา
พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา
7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น
15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันได
ทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งบนสวรรค์ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ
ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดา
มาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์
และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง
ประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น
พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลานได้มารอรับเสด็จ
อย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย

แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน
จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวาย ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก
ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง
ปาบ้าง เป็นที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์
ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิด
ประเพณี "ห่อต้ม" "ห่อปัด" ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์
พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้
แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น
พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์
งานชักพระของอำเภอโคกโพธิ์ปีนี้มีเรือพระของวัดต่างๆ
มาร่วมชุมนุมครบ 25 วัดทั่วอำเภอโคกโพธิ์ แม้การประกวดเรือพระจะถูกงดเว้นเพื่อฉลองครบรอบ
60 ปี แต่เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับบุญประเพณีอันยิ่งใหญ่นี้อย่างเต็มที่จึงมีการประกวดริ้วขบวนแทน
โดยกติกานั้นจะดูความสวยงามของขบวนร่ายรำ ความรื่นเริงสนุกสนานของคณะเรือพระ
ซึ่งหากดูในกติกาก็มองเห็นว่าคนจัดต้องการให้ประชาชนเกิดความสุขสนุกสนานพร้อมกับความร่วมแรงร่วมใจสามัคคีของคนในชุมชนท้องถิ่น
ผสานกับการร่วมหล่อหลอมศรัทธาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เสียงคณะกลองยาวบรรเลงชิ้นดนตรีให้ขบวนร่ายรำออกท่วงท่าลีลากันสุดฤทธิ์สุดเหวี่ยง
ผสานกับเสียงกลองตีรัวเพื่อให้จังหวะขบวนเรือพระดังทุ้มถี่กึกก้องไปทั่วบริเวณ
เสียงตะโกนให้จังหวะคนชักลากเรือพระขึ้นเส้นทางต่างระดับ ผสมกับเสียงกรีดปีกแหวกสายลมของใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังอยู่เหนือน่านฟ้าโคกโพธิ์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้งานบุญครั้งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนแห่งจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุล่วงไปด้วยดี
ไม่มีใครรู้ว่าถัดจากนั้นอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมาจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณด้านหน้างานจนมีหลายชีวิตบาดเจ็บสาหัสจากน้ำมือของผู้ที่อยู่ในเงามืด
แต่ในวินาทีนั้นคุณยายวัยใกล้ฝั่งรายหนึ่งวางเกลียวเชือกเส้นใหญ่ลงบนพื้น
นั่งยองลงแล้วยกมือประนมจรดหน้าผาก อธิษฐานดังงึมงำก่อนยกมือขึ้นลูบศรีษะหลังนำเรือพระจอดถึงจุดหมาย
ราวกับเธอได้ทำภารกิจใหญ่ยิ่งสำเร็จลุล่วง รับเสด็จองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าสู่ที่ประทับเรียบร้อยประตูสวรรค์เปิดกว้างต้อนรับศาสนิกชนผู้เปี่ยมล้นศรัทธาอย่างเธอ
โอ้...ศรัทธามนุษย์...
ที่มา.-
กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวอามาน
Tuesday, 06 October 2009 20:41
*******************
|