60 ปี ชักพระโคกโพธิ์ หล่อศรัทธา หลอมสามัคคี พุทธศาสนิกชนชายแดนใต้
Written by AmanNews
Tuesday, 06 October 2009 20:41
กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวอามาน

 

            แม้แววตาฟ้าฟางเสียจนมองไม่เห็นจุดหมาย แต่สองมืออันเหี่ยวย่นและสั่นเทาของหญิงชรายังจับเกลียวเชือกไว้แน่น ก้าวย่างของสองเท้ายังมั่นคงแม้จากต้นทางจะกินระยะไม่ต่ำกว่าห้ากิโลเมตร หากแต่หญิงวัยใกล้ฝั่งคนนี้ไม่พร่ำถามว่าปลายทางยังอีกไกลไหม

           “ไม่ได้คิดว่าเราลากของหนัก คิดว่าเรากำลังทำบุญกุศล เราทำเพื่อพระพุทธเจ้า” คุณยายปราณี กลัดแก้ว หญิงชาวบ้านวัย 78 ปีจากนาประดู่กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

           “ไม่มีบุญไหนใหญ่กว่าทำกับพระพุทธเจ้าหรอก”คุณยายอีกคนตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

           เช่นเดียวกับคุณยาย คุณตา ป้า ลุงอีกหลายสิบชีวิตที่กำลังชักลากรถพระขนาดใหญ่ ไม่มีใครแสดงอาการเหนื่อยหอบออกมาให้เห็น หากคำนวณจากวัยและระยะทาง เราน่าจะได้ยินเสียงหอบเหนื่อย แต่ก็ต้องแปลกใจที่คนวัยกลางคนจนถึงวัยใกล้ฝั่งเหล่านี้ไม่ปรากฏอาการเหล่านั้นให้เห็น

           หยาดฝนฤดูออกพรรษายังโปรยปรายไม่ขาดสาย ส่งอากาศเย็นชื่นขจายไปทั่วบริเวณ หลายวันแล้วที่ฝนไม่ตกในจังหวัดปัตตานี แต่วันนี้พระพิรุณเบิกฟ้ามาแต่เช้าตรู่ ใบไม้ใบหญ้าสองข้างทางส่งสีเขียวสดสบายตา ผมสีดอกเลาของพ่อเฒ่าแม่เฒ่าแฉะชื้น ทว่ายังออกแรงชักลากรถพระอย่างสม่ำเสมอ พระพักตร์องค์ปฏิมาอิ่มเอิบด้วยบุญศรัทธาเหล่าศาสนิกชน แววพระเนตรทอดต่ำสุกใส

           รับรู้กันทั่วว่าปีนี้ไม่มีการประกวดเรือพระเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบงานบุญประเพณีชักพระอันยิ่งใหญ่ของอำเภอโคกโพธิ์ปีที่ 60 แต่เรือพระอันเกิดแต่ฝีมืออันประณีตของนายช่างทุกวัดยังงดงามไม่น้อยไปกว่าปีก่อนๆ ชาวบ้านรายหนึ่งที่ติดตามงานประกวดเรือพระมายาวนานหลายสิบปีบอกว่าปีนี้เรือพระสวยงามกว่าปีก่อนเป็นไหนๆ

           “พอไม่ประกวด จิตใจก็เบิกบานบริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์หรือกิเลสใดมาข้องแวะ นายช่างกับชาวบ้านก็ทำด้วยใจ ผมว่ามันน่าภาคภูมิใจและได้บุญกุศลอย่างแท้จริง”เขาให้ความเห็น

           เรือพระ คือ รถหรือล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือแล้ววางบุษบก ซึ่งภาษาพื้นเมืองของภาคใต้เรียกว่า "นม" หรือ "นมพระ" ยอดบุษบก เรียกว่า "ยอดนม" ใช้สำหรับอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานแล้วลากในวันออกพรรษา เรือพระมีสองแบบตามแต่ภูมิประเทศของท้องถิ่น ถ้าเป็นเกาะหรืออยู่ใกล้น้ำก็ ลากพระทางน้ำ เรียกว่า "เรือพระน้ำ" ส่วนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ก็ลากพระทางบก เรียกว่า "เรือพระบก" สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือ ให้คล้ายเรือจริง ๆ และต้องทำให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด จึงใช้ไม้ไผ่สานมาตกแต่งส่วนที่เป็นแคมเรือและหัวท้ายเรือคงทำให้แน่นหนา ทางด้านหัวและท้ายทำงอนคล้ายหัวและท้ายเรือ แล้วตกแต่งเป็นรูปพญานาค ใช้กระดาษสีเงินสีทองทำเป็นเกล็ดนาค กลางลำตัวพญานาคทำเป็นร้านสูงราว 1.50 เมตร เรียกว่า "ร้านม้า" ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ บุษบก นายช่างแต่ละคนจะมีเทคนิคการออกแบบบุษบกที่แตกต่างกัน แต่มักมีความประณีตสูง หลังคาบุษบกนิยมทำเป็นรูปจัตุรมุข ตกแต่งด้วยหางหงส์ ช่อฟ้า ใบระกา และทุกครอบครัวต้องเตรียม "แทงต้ม" หรือขนมต้มที่ใช้ใบกระพ้อห่อข้าวสารข้าวเหนียวต้มสุก ไปแขวนเรือพระ บางแห่งก็ใช้วิธีโยนใส่เรือพระ จึงเรียกว่า “ขนมโยน”

           ส่วนงานชักพระของอำเภอโคกโพธิ์นั้น มีการริเริ่มในสมัยพระครูมานิตย์สมณคุณ หรือหลวงพ่อสีพุฒ อดีตเจ้าอาวาสวัดมะเดื่อทอง และได้มีการจัดชุมนุมเรือพระครั้งแรกในปี 2490 โดยพระอธิการแดง สุนทรโร หรือหลวงปู่แดง เจ้าอาวาสวัดมะเดื่อทองในขณะนั้นนัดหมายให้มีการลากเรือพระมาจอดชุมนุมสมโภชน์ร่วมกัน 1 คืนแล้วจึงนำเรือพระกลับในวันรุ่งขึ้น

           และเมื่อปี 2492 วัดต่างๆ ได้มีการลากเรือพระมาชุมนุมพร้อมกัน ณ ลานที่ว่าการอำเภอ ซึ่งถือเป็นงานประเพณีชักพระครั้งแรกของอำเภอโคกโพธิ์ จนภายหลังได้รับการบรรจุอยู่ในงานประเพณีสำคัญในปฏิทินการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทั่งปีนี้ครบรอบเป็นปีที่ 60

           “ไม่แข่งขันกันก็ดี จะได้ไม่ต้องรบกัน คนรบกันเพราะเรื่องเรือพระมันได้บาปมากกว่าบุญ” ผู้ใหญ่อรุณ ทองพราย จาก ม. 3 ต.ทรายขาว ที่มาพร้อมเรือพระของวัดทรายขาวบอกพร้อมรอยยิ้ม

           “ปีก่อนๆ วัดที่ชนะก็เป็นวัดเดิมๆ ทั้งที่ใครทำของวัดไหนก็ต้องคิดว่าวัดตนสวยที่สุด ตรงนี้เพราะตอนทำคนเขาใส่ศรัทธาลงไป แต่กิเลสมันบดบังตอนที่ลากมาประกวด ไม่มีใครอยากแพ้ อยากให้วัดตนเองชนะทั้งนั้น ปีนี้ไม่ประกวดก็ดีไปอย่าง คนทำด้วยใจ ผมว่ามันก็สวยเท่ากันทุกวัด” ผู้ใหญ่บ้านจากทรายขาวกล่าวพลางแหงนมองยอดบุษบกสีทองอร่ามที่แทงยอดละลานตากว่ายี่สิบยอดเหนือพื้นที่หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์

           ตามข้อมูลหลักฐานที่พอสืบค้นได้ระบุว่าประเพณีชักพระเป็นประเพณีพราหมณ์ศาสนิกชนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อกันมา สันนิษฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย ที่นิยมเอา เทวรูปออกแห่ในโอกาสต่าง ๆ ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา ประเพณีชักพระเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนาน ว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสด็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันได ทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งบนสวรรค์ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดา มาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลานได้มารอรับเสด็จ อย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย

           แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวาย ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง เป็นที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิด ประเพณี "ห่อต้ม" "ห่อปัด" ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์

           งานชักพระของอำเภอโคกโพธิ์ปีนี้มีเรือพระของวัดต่างๆ มาร่วมชุมนุมครบ 25 วัดทั่วอำเภอโคกโพธิ์ แม้การประกวดเรือพระจะถูกงดเว้นเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี แต่เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับบุญประเพณีอันยิ่งใหญ่นี้อย่างเต็มที่จึงมีการประกวดริ้วขบวนแทน โดยกติกานั้นจะดูความสวยงามของขบวนร่ายรำ ความรื่นเริงสนุกสนานของคณะเรือพระ ซึ่งหากดูในกติกาก็มองเห็นว่าคนจัดต้องการให้ประชาชนเกิดความสุขสนุกสนานพร้อมกับความร่วมแรงร่วมใจสามัคคีของคนในชุมชนท้องถิ่น ผสานกับการร่วมหล่อหลอมศรัทธาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

           เสียงคณะกลองยาวบรรเลงชิ้นดนตรีให้ขบวนร่ายรำออกท่วงท่าลีลากันสุดฤทธิ์สุดเหวี่ยง ผสานกับเสียงกลองตีรัวเพื่อให้จังหวะขบวนเรือพระดังทุ้มถี่กึกก้องไปทั่วบริเวณ เสียงตะโกนให้จังหวะคนชักลากเรือพระขึ้นเส้นทางต่างระดับ ผสมกับเสียงกรีดปีกแหวกสายลมของใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังอยู่เหนือน่านฟ้าโคกโพธิ์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้งานบุญครั้งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนแห่งจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุล่วงไปด้วยดี

           ไม่มีใครรู้ว่าถัดจากนั้นอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมาจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณด้านหน้างานจนมีหลายชีวิตบาดเจ็บสาหัสจากน้ำมือของผู้ที่อยู่ในเงามืด แต่ในวินาทีนั้นคุณยายวัยใกล้ฝั่งรายหนึ่งวางเกลียวเชือกเส้นใหญ่ลงบนพื้น นั่งยองลงแล้วยกมือประนมจรดหน้าผาก อธิษฐานดังงึมงำก่อนยกมือขึ้นลูบศรีษะหลังนำเรือพระจอดถึงจุดหมาย ราวกับเธอได้ทำภารกิจใหญ่ยิ่งสำเร็จลุล่วง รับเสด็จองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าสู่ที่ประทับเรียบร้อยประตูสวรรค์เปิดกว้างต้อนรับศาสนิกชนผู้เปี่ยมล้นศรัทธาอย่างเธอ

           โอ้...ศรัทธามนุษย์...


ที่มา.- กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวอามาน Tuesday, 06 October 2009 20:41


*******************

กลับไปหน้า Web วัดท่าไทร
ไป Web สำนักงานเจ้าคณะภาค ๑๖

ไป Web ศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคใต้
ไป Web วิทยุชุมชนตำบลท่าทองใหม่
ไป Web ชมรมวีอาร์ร้อยเกาะสุราษฎร์ธานี