|
เรื่องของการทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบของธนาคาร
ดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเลย เพราะพระสงฆ์ทำนิติกรรมตามกฎหมายไม่ได้
องค์กรสงฆ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงมอบหมายให้มีผู้ทำธุรกรรมทางการเงินแทน
วัดมีไวยาวัจจกรทำหน้าที่ ส่วนองค์กรอื่นๆ หากมีการทำนิติกรรมเกิดขึ้น
ก็มอบหมายให้ฆราวาสทำหน้าที่แทน
หากมีคนคิดจะตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน
ระดมการออม ให้สินเชื่อ ตราสารทางการเงิน จัดกองทุน ให้ผลตอบแทนสงเคราะห์และให้บริการแก่ลูกค้า
เพื่ออุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาและส่งเสริมการบริหารงานของคณะสงฆ์จะทำอย่างไร
วันศุกร์ที่ผ่านมา (18 มี.ค. 2554)
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปและวัฒนธรรม
สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการประชุมเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา
พ.ศ......... ร่วมกันระหว่างคณะทำงานกองทุนพระพุทธศาสนา และผู้บริหารคณาจารย์เจ้าหน้ามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ที่ห้องประชุมอาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ ศาลายา จังหวัดนครปฐม ในงานนี้มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
และเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมด้วย
แนวคิดของการเสนอร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาเกิดจากคณะกรรมาธิการ
การศาสนาศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันมีนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์
เป็นประธาน ได้แนวคิดมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2550 มาตรา 79 ความว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น
ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนของทุก
ศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
(น่าสังเกตว่ารัฐธรรมพยายามเลี่ยงคำว่า ศาสนาประจำชาติ โดยใช้คำว่า
ศาสนาที่ประชาชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน แทน)
ในส่วนของธนาคารที่มาจากศาสนา ในปัจจุบันมีอยู่เพียง
2 ศาสนา คือ ศาสนาคริสต์ มี ธนาคารวาติกัน และศาสนาอิสลาม มี ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
มีพระราชบัญญัติธนาคารประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 119 ตอนที่
108 ก เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 มีทั้งหมด 55 มาตรา ดำเนินการมายังไม่ถึง
10 ปี แต่มีเงินฝากจำนวนมหาศาล
พระพุทธศาสนาเกิดมาก่อน 2 ศาสนานั้น
แต่ยังไม่เคยมีธนาคารสำหรับพระพุทธศาสนามาก่อนเลย เท่าที่มีส่วนมากจะเป็นมูลนิธิ
กองทุนด้านศาสนาต่างๆ มูลนิธิทางพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธรู้จักมากที่สุดคือ
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ปัจจุบันมีเงินบริจาคเพื่อใช้ดอกผลในการบำรุงพระพุทธศาสนาเช่นศาสนวัตถุ
การศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นต้น มีจำนวนเงินมหาศาลเหมือนกัน
ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา
ที่คณะทำงานได้จัดทำขึ้น มี่ทั้งหมด 10 หมวด 63 มาตรา สรุปสาระสำคัญในแต่ละหมวดได้ดังนี้
หมวดที่ 1 มาตรา 7 ให้กำหนดทุนเรือนหุ้นของธนาคารไว้
2,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญ 200 ล้านหุ้น
หมวดที่
2 มาตรา 12 ให้ธนาคารมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน
อันเป็นการพัฒนา ส่งเสริม อุปถัมภ์ สนับสนุน และคุ้มครองการดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนา
โดยมุ่งหมายเพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ตลอดจนองค์กรทางพระพุทธศาสนา"
โดยวัตถุประสงค์กำหนดไว้ 17 ข้อ เช่นรับฝากเงิน จัดหาเงินทุน ประกอบธุรกิจการเงิน
ให้สินเชื่อ ให้คำแนะนำด้านการเงิน เรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียมและค่าบริการอื่นๆ
เป็นต้น โดยมีบทสรุปสำคัญว่า การดำเนินกิจการของธนาคารจะต้องสอดคล้องกับหลักการของพระพุทธศาสนา
หมวดที่
3 กรรมการและการจัดการ กำหนดให้มีกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการที่ปรึกษา
คณะกรรมการธนาคารพระพุทธศาสนา และกรรมการบริหารและการจัดการ กรรมการทั้ง
3 ชุดมีคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งคือ กรรมการทุกท่านต้องเป็นพุทธศาสนิกชน
หมวดที่
4 ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารและผู้จัดการ ว่าด้วยคุณสมบัติและหน้าที่ของกรรมการกำหนดไว้
7 มาตรา
หมวดที่
5 ว่าด้วยที่ปรึกษาธนาคารพระพุทธศาสนา กำหนดไว้ 4 มาตรา
หมวดที่
6 ว่าด้วยการกำกับ การดำเนินงาน และการควบคุม กำหนดไว้ 4 มาตรา
หมวดที่
7 ว่าด้วยการสอบบัญชีรายงาน และหมวดที่ 8 ว่าด้วยการตรวจสอบ หมวดที่
9 บทกำหนดโทษและบทเฉพาะกาลระบุว่า ให้รัฐบาลดำเนินการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา
หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ
รายละเอียดต่างๆ คงพรรณนาได้ไม่หมด แต่สาระสำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทำให้มีธนาคารพระพุทธศาสนา
ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ทำไมไม่มีคำว่า
แห่งประเทศไทย ต่อท้าย เหตุผลของคณะกรรมการยกร่างบอกไว้น่าคิดว่า
เพราะต้องการให้ธนาคารนี้เป็นธนาคารของพระพุทธศาสนาทั่วโลก ไม่ใช่พระพุทธศาสนในประเทศไทยเท่านั้น
พิจารณาดูก็เข้าท่าดี
อีกแห่งหนึ่งคือ คุณสมบัติของคณะกรรมการที่ทุกคนจะต้องเป็นพุทธศาสนิกชน
จะไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
หรือ ซึ่งมีหลายมาตราว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่นมาตราที่ 29,
30, 31, 33, 36, 41 และมาตรา 43
ในมาตรา 29 ระบุไว้ว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น
และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป
และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง
ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจ
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม
โดยเฉพาะมาตรา 30 ความว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง
ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ
สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม
หรือความคิดเห็น ทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
จะกระทำมิได้ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น
ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
ในมาตรา 43 ก็ระบุไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรี
อย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ
การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษา ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง
การรักษา ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน
หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน
รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
คณะกรรมการยกร่างอธิบายว่า ไม่ได้จำกัดสิทธิของบุคคลใด
แต่ต้องการให้กรรมการที่ทำหน้าที่บริหารต้องมีความเข้าใจในหลักการของพระพุทธศาสนา
พร้อมทั้งมีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจการเงิน หากมิใช่พุทธศาสนิกชนจะเข้าใจสาระสำคัญของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร
อาจจะนำพาธนาคารพระพุทธศาสนาไปในทางที่ขัดต่อหลักการของพระพุทธศาสนาได้
พระพุทธศาสนามิได้สอนให้คนมุ่งสู่ความหลุดพ้นไปนิพพานเท่านั้น
แต่มีหลักธรรมส่วนหนึ่งที่สอนเรื่องเศรษฐกิจ การเป็นอยู่ซึ่งเรียกว่าเป็นธรรมระดับชาวบ้าน
มีแทรกอยู่ในพระไตรปิฎกแห่งแห่ง ในเรื่องของการใช้จ่ายทรัพย์มีแสดงไว้ในอาทิยสูตร
อังคุตรนิกาย ปัญจก (22/41/40) ความว่า
ดูกรคฤหบดี
ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ 5 ประการ คือ
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น
ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
เลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำบริหารตนให้เป็นสุขสำราญ เลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข
ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ เลี้ยงบุตร ภรรยา ทาสกรรมกร
คนใช้ ให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำบริหารให้เป็นสุขสำราญ
อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น
ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ
อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น
ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
ป้องกันอันตรายที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก
ทำตนให้สวัสดี
อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม ทำพลีห้าอย่าง
คือ
1) ญาติพลี บำรุงญาติ 2) อติถิพลี ต้อนรับแขก 3) ปุพพเปตพลี บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศกุศลให้
4) ราชพลี บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ 5) เทวตาพลี บำรุงเทวดา
คือทำบุญอุทิศให้เทวดา
อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม บำเพ็ญทักษิณา
มีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์
ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้มั่นคง
ฝึกฝนตนให้สงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียว
นรชนเมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ว่า
เราได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงตนแล้ว ได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงแล้ว
ได้ผ่านพ้นภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ได้ให้ทักษิณาอันมีผลสูงเลิศแล้ว
ได้ทำพลี 5 ประการแล้ว และได้บำรุงท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว
บัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น
เราก็ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรมของพระอริยะ
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ เมื่อเขาละจากโลกนี้ไปแล้ว
ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์"
ถึงจะไม่มีส่วนใดในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนากล่าวถึงธนาคารไว้เลย
แต่หากจะวิเคราะห์ให้ดีในข้อที่สามคือ ใช้เพื่อป้องกันอันตราย
อาจจะพอประยุกต์ใช้ได้ เพราะไม่รู้ว่าอันตรายจะมาถึงเมื่อไหร่
จึงมีความจำเป็นต้องเก็บทรัพย์ส่วนหนึ่งไว้ ในอดีตอาจจะฝังดินไว้
หรือเก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด แต่ปัจจุบันมีวิธีเลือกหลายทางเช่นทำประกันชีวิต
ประกันภัย และฝากธนาคารไว้ ในเวลาที่มีอันตรายจะได้นำมาใช้ทันท่วงที
ธนาคารส่วนมากจะดำเนินการเพื่อหวังผลกำไร
หลายวัดพอได้ยินเรื่องนี้อาจจะสงสัยว่ารัฐบาลต้องการยึดเงินวัดหรืออย่างไร
อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ในมาตรา 3 แห่งร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนากล่าวถึง
บัญชีบริจาค ไว้ความว่า บัญชีบริจาค หมายความว่าบัญชีที่ธนาคารจัดตั้งขึ้นเพื่อรับเงินบริจาค
รวบรวมจัดการผลประโยชนันเกิดจากหุ้นและรับดำเนินการตามประสงค์ของผู้บริจาค
เพื่อใช้ในกิจกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามที่คณะกรรมการ
กำหนด ถ้าอย่างนี้คงหายกังวลว่าธนาคารจะใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค
ซึ่งมีสิทธิระบุว่าจะนำดอกผลจากเงินต้นไปใช้ในกิจการใดก็ได้ตามที่ตนเองเห็นสมควร
ธนาคารพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
ยังมองอนาคตไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีผู้ให้ความสนใจเพื่อจะได้บริหารการเงินอย่างมีระบบ
มีพระราชบัญญัติรองรับ เพื่อที่จะให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พศ. 2550 มาตรา 79 ที่ ระบุไว้ว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่
ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน........ เมื่อรัฐจะอุปถัมภ์และคุ้มครองจึงมีวิธีการของรัฐ
ส่วนหนึ่งรัฐเห็นว่าน่าจะตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมา
ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเชิญแสดงความเห็นมาได้
จะได้รวบรวมข้อมูลนำเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการการศาสนา ศิลปวัฒนและธรรม
สภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ข้อมูลที่ควรดูเพิ่มเพิม.-
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550
http://library2.parliament.go.th/giventake/con2550-2.html
พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
http://www.chachoengsao.go.th/database/data/28.pdf
ที่มา : ไซเบอร์วนาราม
ผ่าน ศูนย์พิทักษ์ฯ

กลับไปหน้า
Web วัดท่าไทร
ไป Web สำนักงานเจ้าคณะภาค
๑๖
ไป
Web ศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคใต้
ไป
Web วิทยุชุมชนตำบลท่าทองใหม่
ไป Web ชมรมวีอาร์ร้อยเกาะสุราษฎร์ธานี
|