ธนาคารพระพุทธศาสนา
ผู้เขียน: พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
อังคาร, 22 March 2011
Tags: ธนาคารพุทธ ม.สงฆ์ แวดวงพระศาสนา


             เรื่องของการทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบของธนาคาร ดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเลย เพราะพระสงฆ์ทำนิติกรรมตามกฎหมายไม่ได้ องค์กรสงฆ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงมอบหมายให้มีผู้ทำธุรกรรมทางการเงินแทน วัดมีไวยาวัจจกรทำหน้าที่ ส่วนองค์กรอื่นๆ หากมีการทำนิติกรรมเกิดขึ้น ก็มอบหมายให้ฆราวาสทำหน้าที่แทน

             หากมีคนคิดจะตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน ระดมการออม ให้สินเชื่อ ตราสารทางการเงิน จัดกองทุน ให้ผลตอบแทนสงเคราะห์และให้บริการแก่ลูกค้า เพื่ออุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาและส่งเสริมการบริหารงานของคณะสงฆ์จะทำอย่างไร

             วันศุกร์ที่ผ่านมา (18 มี.ค. 2554) นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการประชุมเรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา พ.ศ.........” ร่วมกันระหว่างคณะทำงานกองทุนพระพุทธศาสนา และผู้บริหารคณาจารย์เจ้าหน้ามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ห้องประชุมอาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ ศาลายา จังหวัดนครปฐม ในงานนี้มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมด้วย

             แนวคิดของการเสนอร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาเกิดจากคณะกรรมาธิการ การศาสนาศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันมีนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นประธาน ได้แนวคิดมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 79 ความว่า “ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนของทุก ศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต” (น่าสังเกตว่ารัฐธรรมพยายามเลี่ยงคำว่า “ศาสนาประจำชาติ” โดยใช้คำว่า “ศาสนาที่ประชาชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน” แทน)

             ในส่วนของธนาคารที่มาจากศาสนา ในปัจจุบันมีอยู่เพียง 2 ศาสนา คือ ศาสนาคริสต์ มี ธนาคารวาติกัน และศาสนาอิสลาม มี ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีพระราชบัญญัติธนาคารประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 119 ตอนที่ 108 ก เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 มีทั้งหมด 55 มาตรา ดำเนินการมายังไม่ถึง 10 ปี แต่มีเงินฝากจำนวนมหาศาล

             พระพุทธศาสนาเกิดมาก่อน 2 ศาสนานั้น แต่ยังไม่เคยมีธนาคารสำหรับพระพุทธศาสนามาก่อนเลย เท่าที่มีส่วนมากจะเป็นมูลนิธิ กองทุนด้านศาสนาต่างๆ มูลนิธิทางพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธรู้จักมากที่สุดคือ “มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย” ปัจจุบันมีเงินบริจาคเพื่อใช้ดอกผลในการบำรุงพระพุทธศาสนาเช่นศาสนวัตถุ การศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นต้น มีจำนวนเงินมหาศาลเหมือนกัน

             ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา ที่คณะทำงานได้จัดทำขึ้น มี่ทั้งหมด 10 หมวด 63 มาตรา สรุปสาระสำคัญในแต่ละหมวดได้ดังนี้

             หมวดที่ 1 มาตรา 7 ให้กำหนดทุนเรือนหุ้นของธนาคารไว้ 2,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญ 200 ล้านหุ้น
             หมวดที่ 2 มาตรา 12 “ให้ธนาคารมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน อันเป็นการพัฒนา ส่งเสริม อุปถัมภ์ สนับสนุน และคุ้มครองการดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนา โดยมุ่งหมายเพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ตลอดจนองค์กรทางพระพุทธศาสนา" โดยวัตถุประสงค์กำหนดไว้ 17 ข้อ เช่นรับฝากเงิน จัดหาเงินทุน ประกอบธุรกิจการเงิน ให้สินเชื่อ ให้คำแนะนำด้านการเงิน เรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียมและค่าบริการอื่นๆ เป็นต้น โดยมีบทสรุปสำคัญว่า “การดำเนินกิจการของธนาคารจะต้องสอดคล้องกับหลักการของพระพุทธศาสนา”
             หมวดที่ 3 กรรมการและการจัดการ กำหนดให้มีกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการธนาคารพระพุทธศาสนา และกรรมการบริหารและการจัดการ กรรมการทั้ง 3 ชุดมีคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งคือ “กรรมการทุกท่านต้องเป็นพุทธศาสนิกชน”
             หมวดที่ 4 ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารและผู้จัดการ ว่าด้วยคุณสมบัติและหน้าที่ของกรรมการกำหนดไว้ 7 มาตรา
             หมวดที่ 5 ว่าด้วยที่ปรึกษาธนาคารพระพุทธศาสนา กำหนดไว้ 4 มาตรา
             หมวดที่ 6 ว่าด้วยการกำกับ การดำเนินงาน และการควบคุม กำหนดไว้ 4 มาตรา
             หมวดที่ 7 ว่าด้วยการสอบบัญชีรายงาน และหมวดที่ 8 ว่าด้วยการตรวจสอบ หมวดที่ 9 บทกำหนดโทษและบทเฉพาะกาลระบุว่า “ให้รัฐบาลดำเนินการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ”
รายละเอียดต่างๆ คงพรรณนาได้ไม่หมด แต่สาระสำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทำให้มีธนาคารพระพุทธศาสนา

             ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ทำไมไม่มีคำว่า “แห่งประเทศไทย” ต่อท้าย เหตุผลของคณะกรรมการยกร่างบอกไว้น่าคิดว่า “เพราะต้องการให้ธนาคารนี้เป็นธนาคารของพระพุทธศาสนาทั่วโลก ไม่ใช่พระพุทธศาสนในประเทศไทยเท่านั้น” พิจารณาดูก็เข้าท่าดี

             อีกแห่งหนึ่งคือ คุณสมบัติของคณะกรรมการที่ทุกคนจะต้องเป็นพุทธศาสนิกชน จะไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือ ซึ่งมีหลายมาตราว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่นมาตราที่ 29, 30, 31, 33, 36, 41 และมาตรา 43

             ในมาตรา 29 ระบุไว้ว่า “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม

             โดยเฉพาะมาตรา 30 ความว่า “ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็น ทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

             ในมาตรา 43 ก็ระบุไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษา ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษา ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

             คณะกรรมการยกร่างอธิบายว่า “ไม่ได้จำกัดสิทธิของบุคคลใด แต่ต้องการให้กรรมการที่ทำหน้าที่บริหารต้องมีความเข้าใจในหลักการของพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งมีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจการเงิน หากมิใช่พุทธศาสนิกชนจะเข้าใจสาระสำคัญของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร อาจจะนำพาธนาคารพระพุทธศาสนาไปในทางที่ขัดต่อหลักการของพระพุทธศาสนาได้”

             พระพุทธศาสนามิได้สอนให้คนมุ่งสู่ความหลุดพ้นไปนิพพานเท่านั้น แต่มีหลักธรรมส่วนหนึ่งที่สอนเรื่องเศรษฐกิจ การเป็นอยู่ซึ่งเรียกว่าเป็นธรรมระดับชาวบ้าน มีแทรกอยู่ในพระไตรปิฎกแห่งแห่ง ในเรื่องของการใช้จ่ายทรัพย์มีแสดงไว้ในอาทิยสูตร อังคุตรนิกาย ปัญจก (22/41/40) ความว่า

             “ดูกรคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ 5 ประการ คือ

             อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำบริหารตนให้เป็นสุขสำราญ เลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ เลี้ยงบุตร ภรรยา ทาสกรรมกร คนใช้ ให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำบริหารให้เป็นสุขสำราญ
             อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ
             อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม ป้องกันอันตรายที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ทำตนให้สวัสดี
อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม ทำพลีห้าอย่าง              คือ 1) ญาติพลี บำรุงญาติ 2) อติถิพลี ต้อนรับแขก 3) ปุพพเปตพลี บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศกุศลให้ 4) ราชพลี บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ 5) เทวตาพลี บำรุงเทวดา คือทำบุญอุทิศให้เทวดา
อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม บำเพ็ญทักษิณา มีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์ ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้มั่นคง ฝึกฝนตนให้สงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียว
             นรชนเมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ว่า เราได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงตนแล้ว ได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงแล้ว ได้ผ่านพ้นภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ได้ให้ทักษิณาอันมีผลสูงเลิศแล้ว ได้ทำพลี 5 ประการแล้ว และได้บำรุงท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว บัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น เราก็ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรมของพระอริยะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ เมื่อเขาละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์"

             ถึงจะไม่มีส่วนใดในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนากล่าวถึงธนาคารไว้เลย แต่หากจะวิเคราะห์ให้ดีในข้อที่สามคือ “ใช้เพื่อป้องกันอันตราย” อาจจะพอประยุกต์ใช้ได้ เพราะไม่รู้ว่าอันตรายจะมาถึงเมื่อไหร่ จึงมีความจำเป็นต้องเก็บทรัพย์ส่วนหนึ่งไว้ ในอดีตอาจจะฝังดินไว้ หรือเก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด แต่ปัจจุบันมีวิธีเลือกหลายทางเช่นทำประกันชีวิต ประกันภัย และฝากธนาคารไว้ ในเวลาที่มีอันตรายจะได้นำมาใช้ทันท่วงที

             ธนาคารส่วนมากจะดำเนินการเพื่อหวังผลกำไร หลายวัดพอได้ยินเรื่องนี้อาจจะสงสัยว่ารัฐบาลต้องการยึดเงินวัดหรืออย่างไร อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ในมาตรา 3 แห่งร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนากล่าวถึง “บัญชีบริจาค” ไว้ความว่า “บัญชีบริจาค หมายความว่าบัญชีที่ธนาคารจัดตั้งขึ้นเพื่อรับเงินบริจาค รวบรวมจัดการผลประโยชนันเกิดจากหุ้นและรับดำเนินการตามประสงค์ของผู้บริจาค เพื่อใช้ในกิจกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามที่คณะกรรมการ กำหนด” ถ้าอย่างนี้คงหายกังวลว่าธนาคารจะใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค ซึ่งมีสิทธิระบุว่าจะนำดอกผลจากเงินต้นไปใช้ในกิจการใดก็ได้ตามที่ตนเองเห็นสมควร

             ธนาคารพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ยังมองอนาคตไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีผู้ให้ความสนใจเพื่อจะได้บริหารการเงินอย่างมีระบบ มีพระราชบัญญัติรองรับ เพื่อที่จะให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ. 2550 มาตรา 79 ที่ ระบุไว้ว่า “รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน........” เมื่อรัฐจะอุปถัมภ์และคุ้มครองจึงมีวิธีการของรัฐ ส่วนหนึ่งรัฐเห็นว่าน่าจะตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมา

             ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเชิญแสดงความเห็นมาได้ จะได้รวบรวมข้อมูลนำเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการการศาสนา ศิลปวัฒนและธรรม สภาผู้แทนราษฎรต่อไป


ข้อมูลที่ควรดูเพิ่มเพิม.-

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
http://library2.parliament.go.th/giventake/con2550-2.html

พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
http://www.chachoengsao.go.th/database/data/28.pdf


ที่มา : ไซเบอร์วนาราม ผ่าน ศูนย์พิทักษ์ฯ

กลับไปหน้า Web วัดท่าไทร
ไป Web สำนักงานเจ้าคณะภาค ๑๖

ไป Web ศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคใต้
ไป Web วิทยุชุมชนตำบลท่าทองใหม่
ไป Web ชมรมวีอาร์ร้อยเกาะสุราษฎร์ธานี