|
คำว่า วิทยุชุมชน (community radio) หรือ สื่อภาคประชาชน (peoples
media) เป็นคำที่ใหม่มาก ในช่วงที่กระแสของกระบวนการปฏิรูปการเมืองปี
๒๕๓๙๒๕๔๐ กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า คำว่า ปฏิรูปสื่อ เป็นคำที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างกว้างขวาง
เพราะมีมาตรา ๔๐ ในรัฐธรรมนูญ เขียนแสดงเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า
ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงสื่อครั้งใหญ่แล้ว แต่ในขณะนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีการพูดถึงเรื่อง
วิทยุชุมชน หรือ สื่อภาคประชาชน ทั้งในวงวิชาการหรือวงวิชาชีพ
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สำหรับแวดวงสื่อสารมวลชนที่สื่อภาครัฐและสื่อภาคธุรกิจ
เป็นกลุ่มสื่อกระแสหลัก ที่ครอบครองคลื่น และใช้สิทธิเสรีภาพในการโฆษณาชวนเชื่อและโฆษณาสินค้าจนไม่มีพื้นที่ให้กับ
สื่อภาคประชาชน
มาถึงตอนนี้ วิทยุชุมชน มีตัวตนให้เห็นและจับต้องได้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาพการณ์ของการปฏิรูปสื่อ
ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการเมืองภาคประชาชน วิทยุชุมชน
จึงเป็นสื่อที่เปิดพื้นที่ให้กับคนที่ไม่เคยพูดได้มีโอกาสพูด ประชาชนซึ่งถูกบังคับให้เป็นฝ่ายฟังมาตลอด
ได้สลับสับเปลี่ยนมาเป็นคนพูดบ้าง ชาวบ้านหลายคนที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครดำเนินรายการรู้สึกเต็มตื้น
รู้สึกถึงความมั่นใจ และพูดได้อย่างฉาดฉานแม้ว่าจะไม่เคยพูดต่อหน้าสาธารณะผ่านไมโครโฟนมาก่อนก็ตาม
ทุกคนที่เข้ามาสู่ วิทยุชุมชน มาพร้อมกับ จิตใจและความรู้สึก
ที่รักในวิทยุและรักในศักยภาพของการสื่อสารที่วิทยุมีอยู่ในตัว
ความโดดเด่นของ
วิทยุชุมชน
สำหรับสังคมไทยที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่อง
"วิทยุชุมชน" อาจจะเข้าใจว่า "วิทยุชุมชน" เป็นวิทยุขนาดเล็กสำหรับชุมชน
ที่มีลักษณะหลัก ๆ ไม่ต่างไปจากสถานีวิทยุของธุรกิจเอกชน หรือสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ซึ่งหมายความว่ามีห้องส่ง มีผู้ประกาศ หรือผู้ดำเนินรายการ นำเสนอสาระบันเทิงต่าง
ๆ ออกอากาศไปถึงคนฟัง ความแปลกใหม่ถ้าจะมีก็เพียงการเป็นคลื่นเล็ก
ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนที่ไม่เคยมีวิทยุมาก่อนเท่านั้นเอง
แต่ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ก็คงเป็นความเข้าใจผิดมหันต์
เพราะวิทยุชุมชนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
(participartory democracy) ลักษณะสำคัญของวิทยุชุมชน จึงอยู่ที่การเป็นสื่อของระบอบการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมของประชาชน
(participatory communication) วิทยุชุมชน เกิดขึ้นจากความล้มเหลวของวิทยุภาครัฐ
และวิทยุภาคธุรกิจ ที่ละเลยและมองข้ามสิทธิการสื่อสารของประชาชน
พวกเขาไม่เห็นว่าการมีรายการเพื่อการศึกษา รายการเพื่อสื่อสารกับผู้ฟังในชุมชนในเรื่องของชุมชน
จะเป็นประโยชน์ เมื่อวิทยุชุมชนเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในระบบสื่อวิทยุกระแสหลัก
วิทยุชุมชนที่มุ่งเสนอสาระของคนในชุมชน และจากคนในชุมชน จึงประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม
เพราะได้ตอบสนองต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยตรง
วิทยุชุมชน แตกต่างจากวิทยุประเภทอื่น ๆ ทุกประเภท และทุกขนาดที่มีอยู่ในสังคมไทย
เนื่องจากผู้ฟังวิทยุนั้น ได้กลายมาเป็นผู้ผลิตรายการ ดำเนินรายการ
และกำกับรายการ อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการสถานี และผู้ประเมินผลสถานี
ตลอดจนเป็นเจ้าของสถานีด้วยตนเอง ด้วยเหตุที่วิทยุชุมชนเป็นวิทยุที่เกิดจากสปิริตของการอาสาเข้ามาของทุกคน
การดำรงอยู่ของสถานีวิทยุชุมชน จึงต้องได้รับการโอบอุ้มจากชุมชน
ที่แวดล้อมและก่อเกิดวิทยุนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตรายการ
ก็จะมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยในการผลิต (โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน) หรือจะเป็นการบริหารสถานีก็เช่นกัน
การลงทุนในเรื่องห้องส่งและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็เกิดจากทุนของชุมชน
และเงินบริจาคของชุมชน ไปจนถึงงบประมาณรายจ่ายในการดำเนินการก็มาจากชุมชนเช่นเดียวกัน
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ววิทยุชุมชนในหลายประเทศ สามารถพึ่งตนเองได้จากเงินค่าสมาชิกรายเดือนไม่น้อยกว่า
๔๐-๖๐ % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และส่วนที่เหลือได้จากการรับบริจาค
โฆษณารายย่อย หรือรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ
นอกจากนี้
ยังมีคำถามสำคัญอีกว่า วิทยุชุมชนหมายความว่า เป็นวิทยุสำหรับคนในชนบท
หรือสำหรับใครกันแน่ ชุมชน หมายความครอบคลุมถึงอะไรบ้าง บ่อยครั้ง
เราอาจจะนึกถึงชุมชนในสภาพการอยู่ร่วมกันในท้องถิ่นเดียวกัน แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว
การผูกพันกันด้วยความคิดจิตใจ หรือความสนใจต่าง ๆ ก็ก่อให้เกิดความเป็น
"ชุมชน" หรือจะเรียกว่า "ประชาคม" ก็ได้เช่นกัน
ดังจะเห็นได้ว่า ในที่สุดแล้ว รูปลักษณ์ของวิทยุชุมชน และเนื้อหาอาจมีได้หลากหลายแบบไปตามกลุ่มที่ร่วมกันก่อตั้ง
เช่น วิทยุชุมชนของมหาวิทยาลัย, วิทยุชุมชนของชาวนา, วิทยุชุมชนของกลุ่มศาสนา,
วิทยุชุมชนของกลุ่มชนเผ่า (ซึ่งมีมากในประเทศคานาดา, ออสเตรเลีย),
วิทยุของกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือวิทยุของกลุ่มคนพิการ ของเด็ก-เยาวชน
และของสตรี เป็นต้น หรืออาจมีวิทยุชุมชนของกลุ่มด้อยโอกาส หรือกลุ่มชายขอบ
เช่น คนจนเมือง หรือกลุ่มที่มีความสนใจพิเศษ เช่น ชุมชนดนตรีแนวทางเลือก
หรือแนวพื้นบ้าน เป็นต้น วิทยุชุมชนจึงอาจจะอยู่ในเมืองหรือในชนบทก็ได้
ออกอากาศด้วยระบบเอเอ็ม หรือ เอฟเอ็มก็ได้ (หรือคลื่นสั้นก็มี) ในแต่ละประเทศจึงเกิดรูปแบบของวิทยุชุมชนที่ไม่เหมือนกัน
หากแต่ต่างก็อยู่ภายใต้หลักการเดียวกันของ ระบอบการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมของประชาชน
ดังนั้น
กลุ่มวิทยุชุมชนจึงเป็นกลุ่มที่ต้องการแสวงหาอัตลักษณ์ หรือพื้นที่ของกลุ่ม
โดยการแสดงออกทางวิถีวัฒนธรรมและจุดยืนทางการเมือง ด้วยวิธีการอาสาเข้ามาใช้สิทธิในการสื่อสารแบบทางตรง
สำหรับประชาชนที่มีความตื่นตัวเข้ามาดำเนินการวิทยุชุมชนอยู่ในขณะนี้
อยู่ในสภาวะที่กำลังริเริ่มทดลอง และประกอบด้วยกลุ่มหรือองค์กรชุมชนหลายรูปแบบเข้ามามีส่วนร่วม
มีอาสาสมัครที่หลากหลาย เข้ามาฝึกฝนเรียนรู้การทำงานและสร้างสรรค์สื่อวิทยุชุมชน
นี่คือ ความโดดเด่นของวิทยุชุมชนที่ส่องแสงเรืองรองในกระแสการเมืองภาคประชาชน
วิทยุ อบต.
และการสวมรอยของกรมประชาสัมพันธ์
เมื่อภาครัฐมีข้อเสนอเรื่องการแจกคลื่นความถี่ให้แก่
อบต. เพื่อใช้เป็นวิทยุ อบต. คำถามที่ตามมาก็คือ วิทยุ อบต. เป็นวิทยุชุมชนแบบหนึ่งหรือไม่
ถ้าจะตอบกันแบบฟันธง
ก็ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่วิทยุชุมชนอย่างแน่นอน เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบล
(อบต.) เป็นองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นที่ใช้อำนาจรัฐในการทำงาน อบต.
จึงจัดว่าเป็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐไม่ใช่องค์กรภาคประชาชน นอกจากนี้
การที่รัฐนำคลื่นไปแจกเท่ากับเป็นการคงความคิดการบริหารแบบบนลงล่างของระบอบอำนาจนิยม
ซึ่งตรงกันข้ามกับกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนอาสาเข้ามาดำเนินการเองอย่างเป็นอิสระ
วิทยุชุมชน
- เป็นวิทยุของภาคประชาชน
- เป็นวิทยุที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการ รับผิดชอบ ดำเนินการผลิต,
บริหารจัดการและเป็นเจ้าของ โดยตรง
- งบประมาณมาจากภาคประชาชน
- เนื้อหาสาระรับใช้ชุมชนหรือเฉพาะกลุ่ม
- เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
- เป็นนวัตกรรมของสิทธิการสื่อสารภาคประชาชน
วิทยุ อบต.
-
เป็นวิทยุของภาครัฐที่กรมประชาสัมพันธ์ดูแล
- เป็นวิทยุที่
อบต. เป็นผู้บริหารจัดการ ประชาชนอาจ มีส่วนร่วมหรือไม่มีส่วนร่วมโดยตรง
- งบประมาณมาจากภาครัฐ
(ผ่านกรมประชาสัมพันธ์)
- เนื้อหาสาระรับใช้นโยบาย/วัตถุประสงค์ของ
อบต.
- เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง(บนลงล่าง)
- เป็นรูปลักษณ์ใหม่ของหอกระจายข่าวอันเป็นตัวแทนอำนาจบริหารส่วนกลาง
วิทยุ
อบต. ของกรมประชาสัมพันธ์นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวิทยุชุมชนในหลักการพื้นฐาน
ข้อเสนอที่ดูเร่งร้อนจัดหีบห่อมาเป็น ของขวัญปีใหม่ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเตรียมการเพื่อขยายกลไกโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของรัฐบาล
เป็นการเพิ่มฐานเสียงแทนที่จะเป็นการสนับสนุนการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างจริงใจ
และมองในทางกลับกันข้อเสนอนี้ก็ออกจะขัดแย้งกับทิศทางของรัฐบาลที่ตั้งเป้าจะยุบ
อบต. ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ อบต. และความคิดเรื่องการกระจายอำนาจจึงยังคงเป็นเรื่องที่ศูนย์กลางอำนาจไม่ปรารถนาให้เติบโตและเกิดความยั่งยืน
ในกรณีวิทยุ
อบต. หน่วยงานที่จะเติบโตและมั่นคง น่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ ที่ฉวยโอกาสขยายอาณาจักรของ
กรมกร๊วก ให้ครอบคลุมเข้าไปถึงระดับตำบล ความใฝ่ฝันที่จะแจกคลื่นถึง
๖,๗๐๐ คลื่นแก่ อบต. ทั่วประเทศมีความเหมาะสมเพียงใด ในท่ามกลางกระแสการปฏิรูประบบราชการ
และก่อนจะถึงวาระของการแจกคลื่น ก็น่าจะได้มีการประเมินผลงานของกรมประชาสัมพันธ์
และวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเสียก่อนว่า ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
มีผู้ฟังมากน้อยขนาดไหนเมื่อเทียบกับสถานีวิทยุอื่น ๆ สามารถตอบสนองสิทธิการรับรู้ข้อมูล
ข่าวสารของประชาชนหรือไม่ และประการสำคัญมีความจำเป็นเพียงใดที่จะธำรงสถานภาพเดิม
ๆ ไว้ หรือว่าขอให้มีรายการ นายกคุยกับประชาชน ทุกเช้าวันเสาร์ก็ถือว่าทำงานสำเร็จแล้ว
กรมประชาสัมพันธ์ต้องนำโครงการวิทยุ
อบต. ที่เตรียมเอามาสวมรอยวิทยุชุมชนมาเปิดเวทีประชาพิจารณ์ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการ
เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงข้อดีข้อเสียและความเป็นไปได้ในกระแสการปฏิรูปสื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิรูปสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะ มิเช่นนั้น
ก็จะกลายเป็นการฉวยโอกาสขยายกลไกโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ และยืนหยัดทัดทานกระแสประชาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวาไม่นำพากับบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีตแม้แต่น้อย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์
|