ความแตกต่างระหว่างวิทยุชุมชน และวิทยุ อบต.
โดย อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๖

             คำว่า “วิทยุชุมชน” (community radio) หรือ “สื่อภาคประชาชน” (people’s media) เป็นคำที่ใหม่มาก ในช่วงที่กระแสของกระบวนการปฏิรูปการเมืองปี ๒๕๓๙–๒๕๔๐ กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า คำว่า ”ปฏิรูปสื่อ” เป็นคำที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างกว้างขวาง เพราะมีมาตรา ๔๐ ในรัฐธรรมนูญ เขียนแสดงเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงสื่อครั้งใหญ่แล้ว แต่ในขณะนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีการพูดถึงเรื่อง “วิทยุชุมชน” หรือ “สื่อภาคประชาชน” ทั้งในวงวิชาการหรือวงวิชาชีพ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สำหรับแวดวงสื่อสารมวลชนที่สื่อภาครัฐและสื่อภาคธุรกิจ เป็นกลุ่มสื่อกระแสหลัก ที่ครอบครองคลื่น และใช้สิทธิเสรีภาพในการโฆษณาชวนเชื่อและโฆษณาสินค้าจนไม่มีพื้นที่ให้กับ “สื่อภาคประชาชน”

             มาถึงตอนนี้ “วิทยุชุมชน” มีตัวตนให้เห็นและจับต้องได้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาพการณ์ของการปฏิรูปสื่อ ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการเมืองภาคประชาชน “วิทยุชุมชน” จึงเป็นสื่อที่เปิดพื้นที่ให้กับคนที่ไม่เคยพูดได้มีโอกาสพูด ประชาชนซึ่งถูกบังคับให้เป็นฝ่ายฟังมาตลอด ได้สลับสับเปลี่ยนมาเป็นคนพูดบ้าง ชาวบ้านหลายคนที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครดำเนินรายการรู้สึกเต็มตื้น รู้สึกถึงความมั่นใจ และพูดได้อย่างฉาดฉานแม้ว่าจะไม่เคยพูดต่อหน้าสาธารณะผ่านไมโครโฟนมาก่อนก็ตาม

             ทุกคนที่เข้ามาสู่ “วิทยุชุมชน” มาพร้อมกับ “จิตใจและความรู้สึก” ที่รักในวิทยุและรักในศักยภาพของการสื่อสารที่วิทยุมีอยู่ในตัว

ความโดดเด่นของ “วิทยุชุมชน”

             สำหรับสังคมไทยที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่อง "วิทยุชุมชน" อาจจะเข้าใจว่า "วิทยุชุมชน" เป็นวิทยุขนาดเล็กสำหรับชุมชน ที่มีลักษณะหลัก ๆ ไม่ต่างไปจากสถานีวิทยุของธุรกิจเอกชน หรือสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ซึ่งหมายความว่ามีห้องส่ง มีผู้ประกาศ หรือผู้ดำเนินรายการ นำเสนอสาระบันเทิงต่าง ๆ ออกอากาศไปถึงคนฟัง ความแปลกใหม่ถ้าจะมีก็เพียงการเป็นคลื่นเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนที่ไม่เคยมีวิทยุมาก่อนเท่านั้นเอง

             แต่ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ก็คงเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ เพราะวิทยุชุมชนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participartory democracy) ลักษณะสำคัญของวิทยุชุมชน จึงอยู่ที่การเป็นสื่อของระบอบการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมของประชาชน (participatory communication) วิทยุชุมชน เกิดขึ้นจากความล้มเหลวของวิทยุภาครัฐ และวิทยุภาคธุรกิจ ที่ละเลยและมองข้ามสิทธิการสื่อสารของประชาชน พวกเขาไม่เห็นว่าการมีรายการเพื่อการศึกษา รายการเพื่อสื่อสารกับผู้ฟังในชุมชนในเรื่องของชุมชน จะเป็นประโยชน์ เมื่อวิทยุชุมชนเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในระบบสื่อวิทยุกระแสหลัก วิทยุชุมชนที่มุ่งเสนอสาระของคนในชุมชน และจากคนในชุมชน จึงประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เพราะได้ตอบสนองต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยตรง

             วิทยุชุมชน แตกต่างจากวิทยุประเภทอื่น ๆ ทุกประเภท และทุกขนาดที่มีอยู่ในสังคมไทย เนื่องจากผู้ฟังวิทยุนั้น ได้กลายมาเป็นผู้ผลิตรายการ ดำเนินรายการ และกำกับรายการ อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการสถานี และผู้ประเมินผลสถานี ตลอดจนเป็นเจ้าของสถานีด้วยตนเอง ด้วยเหตุที่วิทยุชุมชนเป็นวิทยุที่เกิดจากสปิริตของการอาสาเข้ามาของทุกคน การดำรงอยู่ของสถานีวิทยุชุมชน จึงต้องได้รับการโอบอุ้มจากชุมชน ที่แวดล้อมและก่อเกิดวิทยุนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตรายการ ก็จะมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยในการผลิต (โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน) หรือจะเป็นการบริหารสถานีก็เช่นกัน การลงทุนในเรื่องห้องส่งและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็เกิดจากทุนของชุมชน และเงินบริจาคของชุมชน ไปจนถึงงบประมาณรายจ่ายในการดำเนินการก็มาจากชุมชนเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ววิทยุชุมชนในหลายประเทศ สามารถพึ่งตนเองได้จากเงินค่าสมาชิกรายเดือนไม่น้อยกว่า ๔๐-๖๐ % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และส่วนที่เหลือได้จากการรับบริจาค โฆษณารายย่อย หรือรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ

             นอกจากนี้ ยังมีคำถามสำคัญอีกว่า วิทยุชุมชนหมายความว่า เป็นวิทยุสำหรับคนในชนบท หรือสำหรับใครกันแน่ ชุมชน หมายความครอบคลุมถึงอะไรบ้าง บ่อยครั้ง เราอาจจะนึกถึงชุมชนในสภาพการอยู่ร่วมกันในท้องถิ่นเดียวกัน แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว การผูกพันกันด้วยความคิดจิตใจ หรือความสนใจต่าง ๆ ก็ก่อให้เกิดความเป็น "ชุมชน" หรือจะเรียกว่า "ประชาคม" ก็ได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่า ในที่สุดแล้ว รูปลักษณ์ของวิทยุชุมชน และเนื้อหาอาจมีได้หลากหลายแบบไปตามกลุ่มที่ร่วมกันก่อตั้ง เช่น วิทยุชุมชนของมหาวิทยาลัย, วิทยุชุมชนของชาวนา, วิทยุชุมชนของกลุ่มศาสนา, วิทยุชุมชนของกลุ่มชนเผ่า (ซึ่งมีมากในประเทศคานาดา, ออสเตรเลีย), วิทยุของกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือวิทยุของกลุ่มคนพิการ ของเด็ก-เยาวชน และของสตรี เป็นต้น หรืออาจมีวิทยุชุมชนของกลุ่มด้อยโอกาส หรือกลุ่มชายขอบ เช่น คนจนเมือง หรือกลุ่มที่มีความสนใจพิเศษ เช่น ชุมชนดนตรีแนวทางเลือก หรือแนวพื้นบ้าน เป็นต้น วิทยุชุมชนจึงอาจจะอยู่ในเมืองหรือในชนบทก็ได้ ออกอากาศด้วยระบบเอเอ็ม หรือ เอฟเอ็มก็ได้ (หรือคลื่นสั้นก็มี) ในแต่ละประเทศจึงเกิดรูปแบบของวิทยุชุมชนที่ไม่เหมือนกัน หากแต่ต่างก็อยู่ภายใต้หลักการเดียวกันของ ระบอบการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมของประชาชน

             ดังนั้น กลุ่มวิทยุชุมชนจึงเป็นกลุ่มที่ต้องการแสวงหาอัตลักษณ์ หรือพื้นที่ของกลุ่ม โดยการแสดงออกทางวิถีวัฒนธรรมและจุดยืนทางการเมือง ด้วยวิธีการอาสาเข้ามาใช้สิทธิในการสื่อสารแบบทางตรง สำหรับประชาชนที่มีความตื่นตัวเข้ามาดำเนินการวิทยุชุมชนอยู่ในขณะนี้ อยู่ในสภาวะที่กำลังริเริ่มทดลอง และประกอบด้วยกลุ่มหรือองค์กรชุมชนหลายรูปแบบเข้ามามีส่วนร่วม มีอาสาสมัครที่หลากหลาย เข้ามาฝึกฝนเรียนรู้การทำงานและสร้างสรรค์สื่อวิทยุชุมชน นี่คือ ความโดดเด่นของวิทยุชุมชนที่ส่องแสงเรืองรองในกระแสการเมืองภาคประชาชน

วิทยุ อบต. และการสวมรอยของกรมประชาสัมพันธ์

             เมื่อภาครัฐมีข้อเสนอเรื่องการแจกคลื่นความถี่ให้แก่ อบต. เพื่อใช้เป็นวิทยุ อบต. คำถามที่ตามมาก็คือ วิทยุ อบต. เป็นวิทยุชุมชนแบบหนึ่งหรือไม่

             ถ้าจะตอบกันแบบฟันธง ก็ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่วิทยุชุมชนอย่างแน่นอน เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นที่ใช้อำนาจรัฐในการทำงาน อบต. จึงจัดว่าเป็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐไม่ใช่องค์กรภาคประชาชน นอกจากนี้ การที่รัฐนำคลื่นไปแจกเท่ากับเป็นการคงความคิดการบริหารแบบบนลงล่างของระบอบอำนาจนิยม ซึ่งตรงกันข้ามกับกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนอาสาเข้ามาดำเนินการเองอย่างเป็นอิสระ

วิทยุชุมชน

             - เป็นวิทยุของภาคประชาชน
             - เป็นวิทยุที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการ รับผิดชอบ ดำเนินการผลิต, บริหารจัดการและเป็นเจ้าของ โดยตรง
             - งบประมาณมาจากภาคประชาชน
             - เนื้อหาสาระรับใช้ชุมชนหรือเฉพาะกลุ่ม
             - เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
             - เป็นนวัตกรรมของสิทธิการสื่อสารภาคประชาชน

วิทยุ อบต.
            
- เป็นวิทยุของภาครัฐที่กรมประชาสัมพันธ์ดูแล
             - เป็นวิทยุที่ อบต. เป็นผู้บริหารจัดการ ประชาชนอาจ มีส่วนร่วมหรือไม่มีส่วนร่วมโดยตรง
             - งบประมาณมาจากภาครัฐ (ผ่านกรมประชาสัมพันธ์)
             - เนื้อหาสาระรับใช้นโยบาย/วัตถุประสงค์ของ อบต.
             - เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง(บนลงล่าง)
             - เป็นรูปลักษณ์ใหม่ของหอกระจายข่าวอันเป็นตัวแทนอำนาจบริหารส่วนกลาง

             วิทยุ อบต. ของกรมประชาสัมพันธ์นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวิทยุชุมชนในหลักการพื้นฐาน ข้อเสนอที่ดูเร่งร้อนจัดหีบห่อมาเป็น “ของขวัญปีใหม่” ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเตรียมการเพื่อขยายกลไกโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของรัฐบาล เป็นการเพิ่มฐานเสียงแทนที่จะเป็นการสนับสนุนการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างจริงใจ และมองในทางกลับกันข้อเสนอนี้ก็ออกจะขัดแย้งกับทิศทางของรัฐบาลที่ตั้งเป้าจะยุบ อบต. ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ อบต. และความคิดเรื่องการกระจายอำนาจจึงยังคงเป็นเรื่องที่ศูนย์กลางอำนาจไม่ปรารถนาให้เติบโตและเกิดความยั่งยืน

             ในกรณีวิทยุ อบต. หน่วยงานที่จะเติบโตและมั่นคง น่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ ที่ฉวยโอกาสขยายอาณาจักรของ “กรมกร๊วก” ให้ครอบคลุมเข้าไปถึงระดับตำบล ความใฝ่ฝันที่จะแจกคลื่นถึง ๖,๗๐๐ คลื่นแก่ อบต. ทั่วประเทศมีความเหมาะสมเพียงใด ในท่ามกลางกระแสการปฏิรูประบบราชการ และก่อนจะถึงวาระของการแจกคลื่น ก็น่าจะได้มีการประเมินผลงานของกรมประชาสัมพันธ์ และวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเสียก่อนว่า ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด มีผู้ฟังมากน้อยขนาดไหนเมื่อเทียบกับสถานีวิทยุอื่น ๆ สามารถตอบสนองสิทธิการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารของประชาชนหรือไม่ และประการสำคัญมีความจำเป็นเพียงใดที่จะธำรงสถานภาพเดิม ๆ ไว้ หรือว่าขอให้มีรายการ “นายกคุยกับประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์ก็ถือว่าทำงานสำเร็จแล้ว

             กรมประชาสัมพันธ์ต้องนำโครงการวิทยุ อบต. ที่เตรียมเอามาสวมรอยวิทยุชุมชนมาเปิดเวทีประชาพิจารณ์ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงข้อดีข้อเสียและความเป็นไปได้ในกระแสการปฏิรูปสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิรูปสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะ มิเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นการฉวยโอกาสขยายกลไกโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ และยืนหยัดทัดทานกระแสประชาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวาไม่นำพากับบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีตแม้แต่น้อย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์

ที่มา :http://www.rakbankerd.com/01_jam/thaiinfor/country_info/index.html?topic_id=1944&db_file