|
คำว่า
"วิทยุชุมชน" นั้น หากเป็นของจริงของแท้ย่อมต้องหมายถึงสถานีวิทยุ
"ของชุมชน" "โดยชุมชน" และ "เพื่อชุมชน"
การที่ชุมชนเป็น
"เจ้าของ" นั้น ย่อมหมายความว่าชุมชนนั้นเป็นผู้ตัดสินใจก่อตั้งสถานี
เป็นผู้ลงทุนหรือสรรหาทุนร่วมกัน เป็นผู้กำหนดนโยบายต่างๆ ของสถานี
ตลอดจนเป็นผู้เลือกตั้งและถอดถอนกรรมการและผู้บริหารของสถานี ทั้งนี้โดยอาศัยที่ประชุมของชุมชนซึ่งสมาชิกชุมชนทุกคนมีสิทธิในการมาร่วมประชุม
และในการเสนอญัตติหรือเสนอความคิดเห็น และในการลงคะแนนเสียงคนละหนึ่งคะแนนเท่าเทียมกันหมด
การดำเนินการ
"โดยชุมชน" หมายความว่าทุกคนในชุมชนมีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในกิจการของสถานีตามความสมัครใจ
เช่นเป็นผู้บริหารหรือกรรมการดำเนินงาน ผู้ดูแลผังรายการ ผู้กำกับรายการ
ผู้ประกาศ ผู้อ่านข่าว ผู้ศึกษาและรวบรวมข้อมูล ผู้เขียนบท ดีเจ ผู้ควบคุมเสียง
ผู้ดูแลรักษาเครื่องส่ง ตลอดจนผู้ชงกาแฟ ฯลฯ
การดำเนินการ
"เพื่อชุมชน" หมายความว่ารายการวิทยุต่างๆ ต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาของชุมชน และไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อชุมชน
ดังนั้นรายการวิทยุจะต้องไม่มีลักษณะ หลอกลวง มอมเมา โฆษณาชวนเชื่อ
ส่งเสริมผลประโยชน์เฉพาะบุคคล สร้างความแตกแยก หรือทำลายวัฒนธรรมที่ดีหรือความเข้มแข็งของชุมชน
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสถานีวิทยุดังกล่าวจะเสนอความคิดเห็นและมุมมองที่หลากหลายของคนในชุมชนไม่ได้
เพราะสถานีวิทยุควรเป็นเวทีกลางที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นและถกเถียงกันได้
แต่ที่สำคัญสถานีจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคนเท่าเทียมกันหมด เพราะทุกคนเป็นเจ้าของสถานีเหมือนกัน
ข้อความที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้น่าจะสามารถใช้เป็นเกณฑ์และบรรทัดฐานในการตรวจสอบและประเมินผลวิทยุชุมชนว่า
ใช่ของจริงหรือไม่ แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่าในปัจจุบันจะหาสถานีวิทยุที่เป็น
"ของชุมชน" "โดยชุมชน" และ "เพื่อชุมชน"
อย่างแท้จริงนั้นได้ยาก แม้แต่ในหมู่พวกท่านกันเองที่ทำวิทยุชุมชนด้วยอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมก็ตาม
ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะท้าทายพวกท่านคือ
ขอให้ช่วยกันพัฒนาสถานีวิทยุชุมชนให้เป็น "ของชุมชน" "โดยชุมชน"
และ "เพื่อชุมชน" ให้ได้ แม้จะต้องทุ่มเทกำลังและใช้เวลานาน
ในการส่งเสริมการเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมของชุมชน และในการพัฒนาคุณภาพและความหลากหลายของรายการวิทยุก็ตาม
วันนี้ผมตั้งใจจะไม่พูดถึงปัญหาอุปสรรคที่มาจากภาครัฐ
เพราะเป็นเรื่องที่ทราบกันดี เห็นพ้องต้องกัน และพูดกันมามากแล้ว จึงขอพูดแต่ในเรื่องที่เป็นโจทย์สำหรับพวกท่านที่เป็นผู้บุกเบิกวิทยุชุมชน
ผมเห็นด้วยกับผู้ช่วยของผมซึ่งได้ช่วยผมในการเตรียมประเด็นที่กล่าวถึงในวันนี้
ว่าคำว่า "ชุมชน" นั้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงชุมชนในทางภูมิศาสตร์
ถ้าเป็นชุมชนทางภูมิศาสตร์
เช่นเป็นชุมชนระดับหมู่บ้าน ตำบล หรือชุมชนสลัม การกระจายเสียงด้วยกำลังส่งไม่เกิน
๓๐ วัตต์ และเสาอากาศสูงไม่เกิน ๓๐ เมตรอาจจะเหมาะสมอยู่ แต่ผมเห็นว่า
รูปแบบของ 'ชุมชน' ไม่อาจถูกตีกรอบที่อาณาเขตทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว
เพราะชุมชนยังหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องหนึ่งๆ ร่วมกันหรือมีประสบการณ์ร่วมกัน
แม้ว่าผมจะมีวิทยุชุมชนที่ใกล้ตัวผมมาก
คือที่ปากทางเข้าหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ มีห้องแถวห้องหนึ่งที่ติดป้ายตัวโตอยู่ด้านหน้าว่า
จุดปฏิบัติการการเรียนรู้วิทยุชุมชน ซึ่งเป็นคลื่นเท่าไรผมก็จำไม่ได้
จัดแต่รายการเพลงตามคำขอซึ่งผมก็ไม่สนใจ เมื่ออยู่หน้าเครื่องวิทยุ
ผมก็ลืมปรับหน้าปัดวิทยุของผมไปฟัง อาจเป็นเพราะผมไม่ได้มีประเด็นร่วม
และก็ไม่คิดว่ามันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องฟังวิทยุชุมชน เพียงเพราะเราเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเท่านั้น
ผมจึงไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่า เรื่อง 'พื้นที่' จะมีส่วนสำคัญในความเป็น
'ชุมชน' เสมอไป มากไปกว่าความหมายของชุมชนในแง่ของกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิด
ความสนใจ และประสบการณ์ร่วมกัน
เพื่อนๆ
ของผมที่ทำงานเอดส์ ก็มีส่วนหนึ่งที่ทำรายการวิทยุชุมชนอยู่แถวถนนรามคำแหง
โดยทีมงานที่ทำ มาจากพื้นเพที่หลากหลายในเมืองไทย แต่พวกเขายึดโยงกันด้วยเนื้อหาที่ต่อสู้ร่วมกัน
คือ เรื่องสิทธิของผู้ติดเชื้อฯ ซึ่งประเด็นเด่นร้อนที่พวกเขาเสนอในช่วงที่ผ่านมา
คือเรื่องนโยบายของประเทศไทยที่มีต่อการเจรจาการค้าเสรีแบบทวิภาคี
หรือ เอฟทีเอ โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิบัตรยา แต่ตามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของวิทยุชุมชน
เขาสามารถส่งกระจายเสียงได้เฉพาะในรัศมีแคบๆ โดยไม่มีหลักประกันว่าจะมีผู้ฟังที่สนใจในประเด็นที่เขาเสนอ
แต่ถ้าเขามีโอกาสกระจายเสียงทั่วประเทศ เขาอาจได้แฟนประจำที่สนใจมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดจำนวนเป็นพันก็ได้
ตอนหลังพอพวกเขาพูดเรื่องนี้มากๆ เข้า เรื่องสิทธิบัตรยา จึงไปกระเทือนต่อคลื่นวิทยุการบิน
จน กทช. ก็ส่งหนังสือมาให้ระงับการออกอากาศเสีย
แต่เรื่องสั่งปิดวิทยุชุมชน
ไม่ใช่ประเด็นของผมในวันนี้ ผมกำลังมุ่งประเด็นที่ว่า สังคมไทยจะมีส่วนร่วมกับวิทยุชุมชนอย่างไร
ทั้งนี้ ผมให้ฐานะวิทยุชุมชนว่าเป็นสื่อที่ไม่ต่างจากสื่ออื่นๆ ที่จะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีกลุ่มคนฟังที่เหนียวแน่น
ทว่าคนฟังของวิทยุชุมชนไม่ได้มีฐานะแบบผู้รับสื่อเชิงพาณิชย์อื่นๆ
ที่มีหน้าที่เสพสื่อนั้นๆ เพื่อล่อให้ผู้สนับสนุนเข้ามาจ่ายเงินซื้อเวลา
แต่คนฟังของวิทยุชุมชน เป็นแกนหลักสำคัญที่จะทำให้วิทยุชุมชนเข้มแข็ง
แต่คำถามคือ
ทุกวันนี้ นอกจากคนจัดวิทยุชุมชนแล้ว เรามีชุมชนที่ ติดตาม เข้ามามีส่วนร่วม
และรับฟังวิทยุชุมชนมากน้อยเพียงไร แล้วเมื่อวิทยุชุมชนถูกทำให้ตายไป
มีชุมชนที่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิหวงแหนคลื่นของพวกเขาหรือไม่ หรือผู้ที่เดือดร้อน
ยังคงเป็นคนที่อยากทำวิทยุชุมชนเท่านั้น
ดังนั้นเราอาจต้องมองคำว่า
"วิทยุชุมชน" กว้างกว่าที่ผ่านมา และวิทยุชุมชนบางประเภทที่เกิดจากประเด็นร่วมมากกว่าภูมิศาสตร์ร่วม
อาจต้องสามารถรับฟังได้ทั่วประเทศ ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องคิดใหม่เรื่องวิธีการกระจายเสียง
เช่นเน้นการกระจายเสียงทางอินเตอร์เนตเป็นต้น
ส่วนวิทยุชุมชนที่เป็นชุมชนร่วมทางภูมิศาสตร์ก็คงยังสามารถกระจายเสียงในระดับตำบลตามสูตร
๓๐ วัตต์ คูณ ๓๐ เมตร ได้ และในบางพื้นที่อาจมีทั้งประเด็นร่วมและภูมิศาสตร์ร่วม
เช่นในพื้นที่ที่ชาวบ้านกำลังต่อสู้ในเรื่องเดียวกัน อาทิ คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าในชุมชนเป็นต้น
แต่ก็ควรจะต้องแบ่งเวลาให้กับชาวบ้านส่วนที่สนับสนุนโรงไฟฟ้าด้วย จริงหรือไม่?
เพื่อการมีพลังและความน่าสนใจของวิทยุชุมชน
อาจจะต้องมีการเชื่อมกันเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ ทั้งวิทยุชุมชนที่เป็นชุมชนประเด็น
และที่เป็นชุมชนทางภูมิศาสตร์ เพื่อที่จะสามารถออกอากาศร่วมกันในโอกาสที่สำคัญ
(คล้ายกับโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ) และเพื่อการแลกเปลี่ยนรายการให้มีทั้งคุณภาพและความหลากหลาย
ทั้งหมดที่ผมเสนอมานี้
เป็นเรื่องที่เสนอมาเพื่อการพิจารณาขบคิด จะได้ไม่หมกมุ่นกับประเด็นอำนาจรัฐจนไม่คิดที่จะพัฒนาวิทยุชุมชน
เมื่อพวกท่านได้รับฟังแล้วคิดเห็นอย่างไร
ที่มา
:เอกสารผลงานวิชาการเผยแพร่ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน http://www.midnightuniv.org/pomo/rrr/radio.html
(ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ) ทีมเราพิจารณาเห็นว่ามีประโยชน์
จึงได้คัดลอกมานำเสนอ และขอขอบพระคุณเจ้าของบทความและมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมา
ณ ที่นี้
|