วิทยุชุมชนแท้ : การจัดตั้งและบริหารเพื่อชุมชน

 

            วิทยุชุมชนเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่มีมานานแล้วในต่างประเทศ การที่รัฐบาลยอมให้มีการทดลองจัดทำวิทยุชุมชน มีข้อดี คือผู้สนใจได้เรียนรู้ ได้ลองแสวงหาแนวทางที่เหมาะสม แต่ในการคิด ผู้คิดต้องเคารพกฎหมาย ต้องรู้ว่าปัจจุบัน ยังไม่สามารถจัดทำให้สำเร็จเต็มรูปแบบได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่จะวางกฎเกณฑ์และรายละเอียดยังไม่ประกาศใช้ ทุกฝ่ายพึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย ทั้งนี้ โดยมุ่งที่ผลประโยชน์ของประชาชนในระดับชุมชนเป็นที่ตั้ง และยึดประโยชน์โดยรวมของประเทศไทยในระยะยาวเป็นกรอบในการคิด

            เมื่อพูดถึงคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ ทุกคนที่ได้ยินก็มักจะคิดถึงมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่ผ่านมา เมื่อมีประเด็นเกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่หรือเรื่องวิทยุโทรทัศน์ ก็มักจะมีการอ้างอิงถึงมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญ

            มาตรา 40 นี้ ถือว่าเป็นของใหม่ เพราะไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ และมีความน่าสนใจมาก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนในระบบประชาธิปไตย และขณะเดียวกัน ก็เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล ทั้งยังกระทบกับธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศหรือในระดับข้ามชาติ มาตรา 40 นี้ เมื่อมีผลบังคับใช้เต็มรูปพร้อมพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่ติดตามมา จะมีผลกระทบต่อสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของประเทศทั้งระบบอย่างมหาศาล และจะทำให้สื่อสารมวลชนทั้งสองชนิดนี้ไม่มีวันกลับไปเหมือนยุคผูกขาด หรือจำกัดความเป็นเจ้าของแบบเดิมได้อีก

            เพื่อความสะดวกในการศึกษาเรื่องนี้ ใคร่ของยกเนื้อหาของมาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญมาไว้ ณ ที่นี้ทั้งมาตรา ซึ่งข้อบัญญัติในมาตรานี้มีว่า

“คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม”

            เนื้อหาสาระของมาตรา 40 ข้างต้นชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ หากจะมองลึกในรายละเอียดไปกว่านั้น ก็อาจกล่าวได้ว่าการนำคลื่นความถี่นี้ไปให้แก่บุคคลใดหรือหน่วยงานใดจัดการเอาตามใจตนเองนั้น ทำไม่ได้ ยกเว้นแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ

            ความสำคัญยิ่งอีกประการของมาตรานี้เขียนอยู่ในวรรคสอง ที่บอกว่าให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ มาทำการจัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคแรก ข้อบัญญัตินี้เป็นการระบุสิทธิหน้าที่ในการจัดการ ว่าเป็นขององค์กรอิสระ ดังนั้นจึงเป็นการตัดอำนาจของรัฐบาลออกไปจากการจัดการในส่วนนี้ ถือว่าเป็นการปฏิรูปสื่อวิทยุโทรทัศน์อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว และหากลงในรายละเอียดมากกว่านั้น ก็คือสิทธิในการกำหนดว่าอะไรเป็นสาธารณะประโยชน์ตามกฎหมาย เป็นอำนาจโดยตรงขององค์กรอิสระนั้น มิใช่ใครจะมาเอ่ยอ้างทึกทักกันเอาเองได้

            ในวรรคสุดท้ายของมาตรา 40 เป็นการเขียนย้ำว่าองค์กรตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น รวมถึงไม่ละเลยประโยชน์สาธารณะที่ระบุไว้ มีข้อน่าสังเกตในส่วนท้ายของวรรคที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง นั่นคือการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งเท่ากับเป็นการเขียนรับรองไว้ว่ารัฐธรรมนูญนี้ ต้องการให้คลื่นความถี่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้วย โดยอยู่ภายใต้กลไกการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีดังระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 87 ซึ่งมีสาระต่างหากและจะขอเว้นไม่กล่าวถึงในที่นี้

            การนำมาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญไปใช้นั้น โดยทั่วไปก็จะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมา ซึ่งในพระราชบัญญัติ ก็จะกำหนดแนวทางและวางวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่ากฎหมายลูกนี้ มีความสำคัญมาก เพราะหากไม่มีกำกับไว้ สิทธิเสรีภาพหรือหน้าที่ที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดขึ้นได้ลำบาก หรือมิฉะนั้น ก็อาจเกิดภาวะต่างคนต่างตีความรัฐธรรมนูญ และถือเอาความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ในการใช้สิทธิ เสรีภาพ

            ในส่วนของมาตรา 40 นั้น กฎหมายรองลงมาที่กำหนดวิธีการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งคือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ที่สาระสำคัญบางประการจะนำมาอภิปรายถึงในตอนต่อไปของบทความนี้

พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543

            ใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่อนุวัตรให้เป็นไปตามมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญนั้น บทความนี้จะเว้นไม่กล่าวถึงส่วนที่ว่าด้วยการโทรคมนาคม และเนื้อหาสำคัญที่เป็นเรื่องของที่มาและการจัดตั้งองค์กรอิสระ การกำหนดอำนาจหน้าที่ และวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

            ในส่วนของอำนาจหน้าที่และการดำเนินงานโดยเฉพาะส่วนที่ส่งผลถึงการจัดตั้งวิทยุชุมชนนั้น ใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีมาตราที่น่าสนใจและน่าพิจารณาดังต่อไปนี้

มาตรา 25 การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และต้องดำเนินการในลักษณะที่มีการกระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมแก่การเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

            มาตรา 25 นี้ มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ อาจจะถือว่าเป็นการตอกย้ำถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่ต้องการให้คลื่นความถี่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อมวลชนในทุกระดับทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ และยังระบุให้ใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในลักษณะกระจายการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม การเน้นเขียนถึงเรื่องท้องถิ่นทั้งในรัฐธรรมนูญและในพระราชบัญญัตินี้ เป็นการเปิดทางไว้ให้แก่วิทยุชุมชน ดังจะได้เห็นต่อไป

มาตรา 26 ในการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับชาติ อย่างน้อยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของเนื้อหาสาระ ดังต่อไปนี้

    1. การศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม
    2. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
    3. การเกษตรและการส่งเสริมอาชีพอื่น ๆ
    4. ความมั่นคงของรัฐ
    5. การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
    6. การกระจายข้อมูลข่าวสารของรัฐสภาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐสภากับประชาชน
    7. การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับท้องถิ่น อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำจังหวัดและสถานีวิทยุโทรทัศน์สำหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนเพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

ให้ กสช. สนับสนุนให้ตัวแทนประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนะความเห็นแก่ กสช. ในการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ กสช. การจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าว ต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อมให้ กสช. ให้การสนับสนุน เพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนตามที่กำหนด

เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนได้ใช้และการสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ของภาคประชาชน ให้ กสช. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะของภาคประชาชนที่พึงได้รับการจัดสรรและสนับสนุนให้ใช้คลื่นความถี่ รวมทั้งลักษณะการใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรโดยอย่างน้อยภาคประชาชนนั้นต้องดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ

            ในวรรคหนึ่งของมาตรา 26 เป็นการกำหนดองค์ประกอบอย่างน้อยของเนื้อหาสาระที่ถือว่าเป็นประโยชน์สาธารณะในระดับชาติ ตรงนี้จะถือว่ายังไม่เกี่ยวกับวิทยุชุมชนก็ได้ แต่ในวรรคสองก็ได้ระบุไว้ชัดเจน ว่าต้องมีวิทยุประจำจังหวัด ดังที่ว่า “อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำจังหวัดและ…” เป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ว่าต้องการให้ประชาชนในท้องถิ่นภูมิภาค มีสื่อวิทยุของตนเอง

            ความในวรรคสองยังสอดคล้องกับเนื้อหาในวรรคสามที่ว่า “ให้ กสช. สนับสนุนให้ตัวแทนประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนะความเห็นแก่ กสช. ในการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ กสช.” องค์กรอิสระ (กสช.) ที่มีอำนาจดูแลวิทยุตามกฎหมายนี้ ไม่เพียงต้องฟังเสียงประชาชนเท่านั้น ยังต้องสนับสนุน ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อเสนอความเห็นแก่ กสช. ด้วย นี่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารคลื่นวิทยุโทรทัศน์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

            ความในวรรคสามนี้ มีความสำคัญมาก เพราะกำหนดไว้เลยทีเดียวว่า กสช. จะต้องแบ่งคลื่นความถี่ออกเป็นสามส่วนอย่างเหมาะสม เป็นส่วนของรัฐ เอกชนและประชาชน ดังที่เขียนว่า “การอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าว ต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน” และเพื่อป้องกันมิให้เกิดการเข้าใจผิดบิดพลิ้วหรือกระทำแต่พอเป็นพิธี กฎหมายได้กำหนดไว้ให้เรียบร้อยว่า “โดยจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ” ดังนั้นคลื่นความถี่ในส่วนของประชาชน จึงมีอย่างน้อยร้อยละยี่สิบ ถ้าต่อไปเมื่อมี กสช. ก็ต้องทำตามนี้ เป็นอื่นไปไม่ได้ เมื่อถึงตรงนี้ จะเห็นว่าวิทยุภาคประชาชน ก็น่าจะเป็นวิทยุชุมชนนั่นเอง

            ข้อพึงสังเกตคือการใช้คำว่าภาคเอกชนและภาคประชาชน หากมองผิวเผิน สองคำนี้ก็น่าจะเหมือนๆกัน แต่คำว่าภาคเอกชนในกฎหมาย เล็งไปที่วิทยุเพื่อการพาณิชย์ เป็นการใช้คลื่นวิทยุที่แยกออกต่างหากจากภาครัฐ และได้กันไว้เพื่อให้เอกชนเป็นเจ้าของคลื่น และเอกชนสามารถนำไปใช้เพื่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมตามความในมาตรา 25 ของพระราชบัญญัตินี้ และรับรองไว้ในท้ายมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ในส่วนของภาคประชาชน ถ้าเป็นภาษาชาวบ้าน คำนี้ก็ไม่ได้แยกต่างหากจากภาคเอกชน แต่ในกฎหมายนี้ คำว่าภาคประชาชนเล็งไปที่กลุ่มประชาชนหรือประชาสังคม (Civil Society) ที่เป็นประชาชนธรรมดาที่รวมกลุ่มกันขึ้น อาจเป็นชาวบ้านร้านตลาด ชาวไร่ชาวนา หรือ คุณหญิงคุณนายก็ได้โดยไม่แยกชนชั้น ในการรวมตัวนี้ อาจมีจุดมุ่งหมายได้หลายหลาก แต่มีลักษณะหนึ่งคือ ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน หรือสั้นๆก็ว่าไม่หากำไร (Non-Profit) :ซึ่งก็ตรงกับที่กฎหมายเขียนไว้ว่า “อย่างน้อยภาคประชาชนนั้นต้องดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ”

            สำหรับผู้ที่สนใจจะจัดตั้งวิทยุชุมชน มีข้อควรคำนึงถึงไว้ที่นี้เล็กน้อย คือ อำนาจในการกำหนดว่า ภาคประชาชนที่มีคุณสมบัติมีลักษณะอย่างไรนั้น กฎหมายกำหนดให้เป็นของ กสช. เพราะกลุ่มประชาสังคมหรือภาคประชาชนใดที่จะได้รับการจัดสรรคลื่นนั้น ได้รับผ่านอำนาจขององค์กรอิสระ เป็นอำนาจที่มีไว้เพื่อการจัดระเบียบ ไม่ให้เกิดภาวะที่ต่างคนต่างชิงกันตีความและอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการไปตามความเห็นของตนแต่ฝ่ายเดียว เพราะประชาชนมีหลายหลากกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็อาจมีความเห็นแตกต่างกันมาก กลุ่มการงานอาชีพแม่บ้านก็อาจเห็นอย่างหนึ่ง กลุ่มประชาสงเคราะห์ กลุ่มข้าราชการบำนาญก็อาจเห็นไปอีกอย่าง องค์กรพัฒนาเอกชน อาสาบรรณเทาสาธารณภัย ยุวพุทธท้องถิ่น องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ก็อาจเป็นอีกอย่าง การมีเกณฑ์กลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จึงจำเป็นสำหรับการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ให้ได้ผลสูงสุดแก่ส่วนรวม

ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์พ.ศ. ….

            เมื่อมีพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อจัดตั้งองค์กรอิสระ กำหนดอำนาจหน้าที่และแนวทางการทำงานแล้ว ในขั้นตอนรายละเอียด ที่ว่าด้วยการกำกับดูแลวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แล้ว จะต้องมีพระราชบัญญัติออกมาเพื่อให้อำนาจและกำกับการใช้อำนาจในรายละเอียด และวางแนวทางแก่ กสช. อีกขั้นหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าเป็นกฎหมายลูก หรือ กฎหมายหลานของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำหรับเรื่องของวิทยุและโทรทัศน์นั้น คือ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ได้กล่าวถึงมาบ้างแล้วในตอนต้นนั่นเอง กฎหมายดังกล่าวยังจัดทำไม่สำเร็จ ยังคงเป็นร่างที่รอการให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา ที่ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …. “

            ถึงแม้พระราชบัญญัติจะเป็นเพียงร่าง แต่การจัดทำนั้น ถือว่าได้ลุล่วงไปมากแล้ว คือได้ผ่านขั้นตอนในการจัดทำประชาพิจารณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้วหลายครั้งหลายหน โดยมีทุกฝ่ายเข้าร่วม ทั้งนักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้ประกอบการธุรกิจกระจายเสียง หน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน จนสุดท้ายผ่านออกจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ดังนั้น จึงน่าจะเป็นร่างที่นำมาศึกษาแนวทางได้อย่างเป็นกลางพอควร อย่างไรก็ตาม ในขั้นของการพิจารณาในคณะรัฐมนตรี ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ถูกเลื่อนออกไปเพื่อปรับปรุงร่วมกับร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฝ่ายของรัฐบาลไทยรักไทยที่แล้ว และยังค้างอยู่

            มาตราที่เกี่ยวข้องกับวิทยุชุมชนในร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นเนื้อหาของการศึกษาในส่วนนี้

            มาตราสำคัญในร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ได้แก่

มาตรา 8 การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีดังนี้

(1) การประกอบกิจการบริการสาธารณะ

(2) การประกอบกิจการบริการชุมชน

(3) การประกอบกิจการทางธุรกิจ

ในกรณีที่เห็นสมควร คณะกรรมการอาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการจากกองทุนให้แก่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง (1) หรือ (2) ด้วยก็ได้

            มาตรา 8 นี้เขียนขึ้นเพื่อให้ความชัดเจน ว่าการใช้คลื่นวิทยุจะแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ บริการสาธารณะ บริการชุมชน และกิจการธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ กสช. ให้เงินอุดหนุนแก่สื่อในภาค บริการสาธารณะและบริการชุมชนได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญทางการเงิน

            ในมาตรา 9 ในร่างฯ เขียนไว้ว่าดังนี้

มาตรา 9 การประกอบกิจการบริการสาธารณะต้องมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา สุขภาพ อนามัย กีฬา ความมั่นคงของรัฐ การประกอบอาชีพ เผยแพร่ข่าวสาร ประโยชน์ของท้องถิ่น หรือประโยชน์สาธารณะอื่นใด ซึ่งอาจจัดรายการในรูปแบบสาระโดยตรงหรือเป็นการบันเทิงเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ได้ และเป็นกิจการที่จัดหารายได้เพียงเท่าที่เหมาะสมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

            มาตรา 9 เป็นการเขียนบัญญัติว่าบริการสาธารณะต้องมีวัตถุประสงค์อย่างไร และสามารถมีรูปแบบรายการได้อย่างไรบ้าง ซึ่งก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว ที่น่าสังเกตคือ ในท้ายมาตรา ได้เขียนอนุญาตให้บริการสาธารณะสามารถหารายได้ได้

            บางท่านที่ศึกษา อาจสงสัยว่านี่จะไม่ขัดกับมาตรา 26 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ห้ามการหากำไรหรือ ซึ่งเรื่องนี้ หากดูละเอียดจะเห็นว่าไม่น่าจะขัด ถ้าความหมายของการหารายได้และการแสวงกำไรแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดละเอียดอ่อนอย่างหนึ่ง ที่รอการวินิจฉัยในขั้นของการกำกับดูแล

มาตรา 10 การประกอบกิจการบริการชุมชนต้องมีลักษณะเช่นเดียวกับการประกอบกิจการบริการสาธารณะ แต่ต้องเป็นประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนที่รับบริการ และการบริหารกิจการกระทำโดยนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยสมาชิกของชุมชนนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

            มาตรา 10 เป็นมาตราที่สำคัญของวิทยุชุมชน ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นแนวทางได้ มาตรานี้บอกว่ากิจการบริการชุมชนต้องมีลักษณะเช่นเดียวกับการประกอบกิจการบริการสาธารณะ ซึ่งก็คือให้ย้อนไปดูวัตถุประสงค์และรูปแบบในมาตรา 9 นั่นเอง แต่ที่ทำให้การบริการชุมชนแตกต่างออกไปจากบริการสาธารณะก็คือ ในส่วนของการบริการชุมชน จะต้องมุ่งที่ “ประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนที่รับบริการ” และที่สำคัญยิ่ง วิทยุชุนชนจะเป็นของคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ต้องเป็นของนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ว่าก็ไม่ใช่ว่าเป็นนิติบุคคลใดๆก็ได้ ต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งโดยสมาชิกของชุมชนนั้น

มาตรา 15 ผู้ขอรับใบอนุญาตที่เป็นภาคประชาชน ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    1. เป็นสมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
    2. มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการบริการสาธารณะโดยไม่แสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน
    3. ไม่อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ยังไม่ครบกำหนดห้าปี

ผู้ขอรับใบอนุญาตที่เป็นภาคประชาชน ให้ขอรับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการบริการชุมชน

            ในมาตรา 15 ได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตที่เป็นภาคประชาชน มาตรานี้ สร้างความชัดเจนให้กับผู้สนใจ ว่าที่กฎหมายเขียนกว้างๆว่าภาคประชาชนนั้นหมายถึงใคร ดังนั้นผู้สนใจสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเองตามกฎหมาย ว่าเข้าข่ายเป็นภาคประชาชนหรือไม่ ซึ่งจริงๆแล้ว จะเห็นว่ากฎหมายนิยามภาคประชาชนไว้กว้างขวางมาก ใครก็ตามที่รวมกลุ่มกันเข้าแล้วไปจดเป็น สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่น และมีวัตถุประสงค์จะบริการสาธารณะโดยไม่หากำไร ก็ถือได้ว่าเป็นภาคประชาชนตามกฎหมายนี้

            ที่สำคัญมากสำหรับวิทยุชุมชนก็คือ กฎหมายนี้ ระบุว่าผู้ที่เป็นภาคประชาชน ถ้าจะทำวิทยุก็ให้ กสช. อนุญาตให้ประกอบกิจการวิทยุในประเภทกิจการบริการชุมชน

มาตรา 16 เพื่อส่งเสริมให้การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้รับใบอนุญาตภาคประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนในชุมชน รวมทั้งการป้องกันการครอบงำการประกอบกิจการดังกล่าว ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาต สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตภาคประชาชนต้องประกอบด้วยนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยสมาชิกของชุมชนนั้นมากกว่าหนึ่งแห่งรวมกันเป็นผู้ขอรับใบอนุญาต หรือต้องประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพหรือสาขาอาชีพต่างๆ รวมทั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับชุมชนนั้นร่วมเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตด้วยก็ได้

ก่อนออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตภาคประชาชนรายใด ให้คณะกรรมการประกาศให้ประชาชนในชุมชนนั้นทราบ เพื่อให้มีโอกาสตรวจสอบและคัดค้านได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

            มาตรา 16 เป็นเรื่องรายละเอียดที่มุ่งสร้างความโปร่งใสแก่วิทยุชุมชน โดยให้อำนาจ กสช. ที่จะกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตได้ ทั้งยังอาจให้ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลในชุมชนมากกว่าหนึ่งแห่งร่วมกันหรือร่วมกันกับกลุ่มวิชาชีพ หรือกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคประกอบกิจการวิทยุชุมชนก็ได้ ในวรรคท้ายของมาตราระบุให้ กสช. ประกาศให้ชุมชนทราบก่อนออกใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชน เพื่อการตรวจสอบและคัดค้าน ถือเป็นเรื่องสร้างความโปร่งใสในการอนุญาตและเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ร่วมพิจารณารับรู้

มาตรา 35 กรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง และผู้ปฏิบัติงานอื่นใดของผู้รับใบอนุญาตภาคเอกชนและภาคประชาชน รวมทั้งผู้อำนวยการสถานี ผู้จัดรายการ ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศและบุคลากรที่ทำหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมืองสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งของพรรคการเมือง

            มาตรา 35 กำหนดห้ามมิให้นักการเมืองระดับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมืองสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งของพรรคการเมือง เข้ามาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารของวิทยุโทรทัศน์ ในภาคเอกชนและภาคประชาชน มาตรานี้ถือเป็นการป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และป้องกันการใช้สื่อทั้งสองนี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองนั่นเอง

แนวทางของวิทยุชุมชน

            เมื่อได้พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องมาถึงตรงนี้ ก็น่าจะได้ภาพที่พอจะชัดเจนขึ้นบ้างว่าวิทยุชุมชนคืออะไร ซึ่งการพิจารณาตามมาตรา 10 ของร่าง พ.ร.บ. การประกอบกิจการฯ วิทยุชุมชน น่าจะมีลักษณะดังนี้

    • มีลักษณะเช่นเดียวกับการประกอบกิจการบริการสาธารณะ
    • เป็นประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนที่รับบริการ
    • บริหารกิจการโดยนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยสมาชิกของชุมชนนั้น

            ข้อชวนคิดคือ ร่างพระราชบัญญัตินี้ ดังได้กล่าวมาแล้ว ก็ยังคงเป็นเพียงร่าง ไม่มีผลบังคับ และยังอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงได้อีกมาก แต่ถ้าคิดอีกด้าน ร่างนี้ก็เคยผ่าน สำนักงานกฤษฎีกา และเคยเกือบเข้าสภาฯ มาแล้ว มีการอภิปรายในแง่มุมต่างๆ แนวคิดหลายอย่างก็น่าจะใช้พิจารณาได้

ประเภทของบริการสาธารณะ

            เมื่อจะขยายความคำว่าบริการสาธารณะ ต้องย้อนดูมาตรา 9 ที่ใช้วัตถุประสงค์ และ การหารายได้เป็นเกณฑ์กำหนด ดังที่ได้กำหนดว่า

            วัตถุประสงค์หลักที่ครอบคลุมโดยกฎหมายกำหนดคือ “ส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา สุขภาพ อนามัย กีฬา ความมั่นคงของรัฐ การประกอบอาชีพ เผยแพร่ข่าวสาร ประโยชน์ของท้องถิ่น” ข้อความนี้ ระบุประเภทของประโยชน์สาธารณะที่พึงปรารถนาของสังคม แต่ก็มิได้ผูกขาดกำหนดประโยชน์สาธารณะเพียงแค่นี้ เพราะยังมีที่ว่า “หรือประโยชน์สาธารณะอื่นใด” ซึ่งถือว่าขยายความได้กว้างขวาง ผู้จัดตั้งประสงค์จะจัดทำวิทยุชุมชนเพื่อประโยชน์ทางด้านไหนก็น่าจะทำได้

            ในส่วนของรูปแบบ กล่าวได้ว่ารูปแบบของรายการนั้น สามารถทำได้แทบไม่จำกัด เพราะมาตรา 9 เขียนว่า “อาจจัดรายการในรูปแบบสาระโดยตรงหรือเป็นการบันเทิงเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ได้” เมื่อเป็นดังนั้น รายการทุกชนิด ไม่ว่าจะมีรูปแบบของข่าว เพลง ละคร เกมส์โชว์ ก็น่าจะจัดได้ทั้งสิ้น อาจติดอยู่บ้างก็ตรงที่ผู้จัดต้องแสดงให้เห็นว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสาธารณะประโยชน์

ประโยชน์ของชุมชน

            ในส่วนของประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนที่รับบริการนั้น ส่วนนี้ค่อนข้างจะกำหนดยาก เพราะความต้องการของชุมชนดังที่กล่าว จะตีความว่าหมายถึงความต้องการของใคร? ใครกี่คนจึงนับเป็นชุมชนได้ ใครเป็นตัวแทนที่มีสิทธิกำหนด? การกำหนดเรื่องประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนมีความสำคัญมาก ตรงนี้ต่างจากภาคธุรกิจ เพราะธุรกิจจะดูที่ความนิยมเปิดรับรายการ ถ้ารายการตรงตามความต้องการของประชาชน ประชาชนก็เปิดรับ ส่งผลให้รายการอยู่ได้ ในทางกลับกัน ถ้ารายการไม่ตรงกับความต้องการของผู้ฟัง รายการก็ไม่มีคนฟัง ขาดทุน จนที่สุด อาจอยู่ไม่ได้ หรือเลิกไป

            ในกรณีวิทยุชุมชน การบริหารงานใช้เงินของชุมชน เงินช่วยเหลือจาก กสช. หรือเงินบริจาคช่วยเหลือจากภายนอก จำนวนผู้รับฟังจึงไม่ได้แปรเป็นความอยู่รอดของการประกอบการ เหตุนี้ ความนิยมจึงมิได้เป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของสถานี นอกจากนี้ จำนวนหรือความนิยมก็ไม่อาจใช้ประเมินความต้องการของชุมชนได้ โดยเฉพาะถ้าวิทยุชุมชนนั้นรับการสนับสนุนจากเงินของรัฐหรือเงินกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเฉพาะ

            ในเรื่องความนิยมนี้ ยังมีแนวคิดเรื่องการศึกษา การพัฒนา ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงโดยสื่อมาประกอบด้วย เพราะความนิยม จะเป็นการส่งเสริมให้ผลิตสิ่งซ้ำๆ จนย่ำอยู่กับที่ แต่ในอีกมุมมอง หากผู้ตัดสินใจเรื่องรายการไม่ดูความนิยมชมชอบของชุมชนเสียเลย ก็อาจเป็นการกำหนดเนื้อหารายการโดยชนชั้นผู้นำ (elite) หรือผู้นำเบื้องบน ส่วนประชาชนระดับรากหญ้าก็จะไม่รู้สึกมีส่วนร่วมแต่อย่างไร

บริหารโดยนิติบุคคลที่จัดตั้งโดยสมาชิกของชุมชน

            ในส่วนนี้ ไม่ใช่เรื่องระบุได้ง่ายเช่นกัน ว่าใครคือสมาชิกชุมชนที่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นมาบริหารกิจการวิทยุชุมชนได้ แต่ก็ยังดีที่ว่าพอมีกรอบคิดให้ได้ว่า ใครไม่ใช่ ซึ่งหากประมวลจาก ร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังจัดทำอยู่ พอบอกได้ว่าต้องไม่ใช่บุคคลหรือองค์กรเหล่านี้

  1. ไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ (เพราะกฎหมายตั้งใจแยกภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนไว้แล้ว ซึ่งนี่คือภาคประชาชนในเจตนารมณ์)
  2. ไม่ใช่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และไม่น่าจะใช่องค์กรการเมือง
  3. ไม่ใช่เอกชนที่เป็นบุคคลธรรมดา แต่ต้องจดเป็นนิติบุคคลโดยผู้มีภูมิลำเนาในชุมชน และจัดตั้งตามกฎหมายไทย
  4. ไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน
  5. ไม่ใช่ผู้เป็นเจ้าของกิจการวิทยุที่มีคลื่นอยู่แล้ว

            เมื่อกำหนดว่าใครไม่อยู่ในข่ายแล้ว ผู้ที่ไม่ต้องห้าม และมีคุณสมบัติดังในมาตรา 15 ก็อาจขอดำเนินการได้ และถ้าไม่มีนักบริหาร พนักงานที่ต้องห้ามตามมาตรา 35 ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว

ขอบเขตของวิทยุชุมชน

            ใน พ.ร.บ. องค์กรฯ ได้ระบุไว้แล้วในมาตรา 26 ให้มีวิทยุประจำจังหวัดที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น คำว่าวิทยุชุมชน จึงน่าจะมีขอบเขตการกระจายเสียง (Coverage) อย่างมากสุดไม่น่าจะเกินรัศมีของจังหวัด

            คำว่าชุมชน ถ้าดูตามคำศัพท์ ก็จะหมายถึงที่ๆ มีคนหนาแน่น เทียบกับภาษาอังกฤษจะตรงกับคำว่า Community ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกันที่อาศัยอยู่ท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งหรือกลุ่มคนที่หลากหลายในที่ตั้งทำเลเดียวกันและมีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กัน หรือ กลุ่มชนที่มีความคล้ายคลึงกันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ภายใต้(หรือภายใน)สังคมใหญ่ แนวคิดเรื่องวิทยุชุมชนก็มาจากแนวคิดเรื่อง Community Radio ที่เรารับมาจากต่างประเทศ เป็นสถานีวิทยุที่มีกำลังส่งต่ำๆ ออกอากาศเรื่องเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นที่เป็นเรื่องสนใจร่วมกัน ในต่างประเทศเช่น อเมริกา มีสถานี LPFM หรือ Low Power F.M. มีกำลังส่ง 100 watts มีรัศมีออกอากาศประมาณ 3.5 ไมล์ หรือ 5 ถึง 6 ก.ม. เป็นวิทยุชุมชนและวิทยุเพื่อการศึกษา ตัวอย่างนโยบายในการตั้ง LPFM

“These LPFM stations would operate throughout the FM band. The stations will be geographically separated from existing stations on the same (co-channel) channel, the next (first adjacent channel) channel, and the channel two channels away (second adjacent channel). The new stations will not be geographically spaced from stations three channels away (third adjacent channel). For example, under the rules applicable to existing full power stations, where there is a station at 93.5 mHz,” there is currently no station in the same geographic area on 93.7 (the first adjacent channel), 93.9 (the second adjacent channel) or 94.1 (the third adjacent channel). The spacing criteria for LPFM stations will allow an LPFM station to be licensed on the third adjacent channel, or 94.1 in the vicinity of the full power station.” (จาก http://www.fcc.gov/mb/policy/lpfm/)

            ในการเปรียบเทียบกับการกระจายอำนาจในการบริหารสู่ท้องถิ่น จะเห็นว่าหน่วยงานที่มีอำนาจบริหารขนาดเล็กที่สุด ที่มีอิสระของตัวเองและสามารถมีฐานภาษีของตัวเองได้ คือองค์การบริหารส่วนตำบล (อ.บ.ต.) หลักการกระจายอำนาจบริหารนี้ ประสงค์ให้ประชาชนบริหารงานด้วยตัวเองและตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของวิทยุชุมชน ที่กฎหมายต้องการให้เหมือนกับบริการเพื่อสาธารณะประโยชน์ แต่เป็นไปตามความต้องการของชุมชน ดังนั้น ฐานการคิดที่อิงขอบเขตชุมชนที่มีตำบลเป็นตัวตั้ง จึงน่ารับฟัง

            อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดหนึ่งๆถึงแม้จะประกอบด้วยชุมชนหลายชุมชน แต่ก็ต้องคิดถึงความคล้ายคลึงกันทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ประกอบกันไปด้วย

วัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการ

            วัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการวิทยุชุมชนนั้น มีความชัดเจนโดยกฎหมายอยู่แล้ว

            “…อย่างน้อยภาคประชาชนนั้นต้องดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ” (มาตรา 26 พ.ร.บ. องค์กร)

            “…มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการบริการสาธารณะโดยไม่แสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน…” (มาตรา 15 ร่าง พ.ร.บ. การประกอบกิจการฯ)

            สรุปก็คือ วิทยุชุมชน ต้องมีวัตถุประสงค์ให้บริการเพื่อ 1) ประโยชน์สาธารณะ 2) ตามที่ชุมชนต้องการ และ 3) ห้ามไม่ให้ทำการในลักษณะแสวงหากำไร

            สิ่งที่ผู้จัดวิทยุชุมชนน่าจะทำได้ โดยไม่ผิดกฎหมายและเป็นประโยชน์การดำเนินการคือ

  1. มีรายการที่ไม่จำกัด สามารถจัดรายการในรูปแบบของรายการบันเทิงได้ แต่ต้องอธิบายได้ว่าเป็นสาธารณะประโยชน์อย่างไร
  2. หารายได้เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจการได้ แต่ทำได้แค่ให้พอเพียงเท่านั้น จะมีกำไรไปแบ่งปันกันไม่ได้โดยเด็ดขาด

การบริหารกิจการ

            ในการจัดองค์กรเพื่อการบริหารวิทยุชุม ควรจัดให้การดำเนินการสถานีวิทยุมีความเป็นของชุมชนมากที่สุด นั่นคือทุกฝ่ายในชุมชนมีโอกาสได้ร่วมออกความเห็น หรือสามารถเข้ามามีส่วนร่วมจัดการได้ รูปแบบการบริหารที่คิดว่าน่าจะเป็นของวิทยุชุมชนคือ

  1. เป็นคณะบุคคลในรูปของนิติบุคคลที่ก่อตั้งโดยคนในชุมชนเอง
  2. การบริหารและกำหนดรายการ ควรทำโดยคณะกรรมการที่กรรมการข้างมากเป็นคนในชุมชน
  3. มีกำหนดเวลาในการประชุมสามัญประจำที่แน่นอน
  4. พยายามสร้างบุคลากรที่เป็นคนในชุมชน รวมทั้งเชิญชวนประชาชนในชุมชนมาใช้วิทยุในฐานะสื่อส่วนกลางของชุมชน
  5. เชิญหรือเปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชน ผู้นำประชาสังคมในชุมชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
  6. ต้องยอมรับว่าในชุมชนหนึ่งๆ อาจมีได้มากกว่าหนึ่งสถานี แต่ผู้ดำเนินกิจการหนึ่งๆ ห้ามมีสถานีในเขตเดียวกันมากกว่าหนึ่งสถานี
  7. ต้องประกาศให้ชุมชนรับรู้และแสดงความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมหรือคัดค้านการจัดตั้งสถานีหรือรายการของสถานี

รายการที่ออกอากาศ

            รายการที่ออกอากาศควรเป็นรายการที่เหมาะสมกับชุมชน และไม่ควรทำรายการซ้ำซ้อนหรือเหมือนกับรายการที่ส่งมาจากส่วนกลาง แต่เป็นรายการที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นประโยชน์ต่อชุมชน การควบคุมรายการ ไม่ควรมีการควบคุมประเภทหรือรูปแบบรายการของวิทยุชุมชนจากรัฐ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือละเมิดผู้อื่น ผู้ประกอบการสถานี ควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญดังนี้

  1. เวลาในการออกอากาศ สถานีควรมีเวลาในการออกอากาศที่แน่นอน เป็นเวลา
  2. การประกอบกิจการสถานีวิทยุ ต้องมีช่วงเวลาในปริมาณหนึ่งถึงจะเข้าถึงผู้ฟัง การออกอากาศเพียงเล็กน้อยนานๆครั้ง จะทำให้ไม่มีบทบาทในชุมชน
  3. การบริหารสถานี ต้องไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่าง เช่นไม่มีรายการป้อน หรือออกอากาศซ้ำๆ
  4. ความชัดเจนของการรับฟัง มีส่วนในการดึงดูดคนฟัง
  5. ชุมชนควรมีส่วนร่วมในรายการในสัดส่วนที่สูง
  6. มีการตรวจสอบติดตาม (monitor) การพัฒนา และทำการศึกษาที่เป็นรูปแบบชัดเจน

รายการที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้น

    • วัฒนธรรมถิ่น
    • การงานอาชีพ
    • ประชาธิปไตย
    • สุขภาพ สาธารณะสุข
    • ครอบครัว สตรี และเด็ก
    • ศาสนา จริยธรรม
    • ภูมิปัญญาถิ่น

รายการที่ควรหลีกเลี่ยง

    • รายการที่มีเนื้อหาลบหลู่สถาบันสำคัญต่างๆของสังคม
    • รายการที่มีเนื้อหาเชิงยุยงให้เกิดความแตกแยก เกลียดชังในสังคม
    • รายการที่มีเนื้อหายั่วยุในทางที่เสื่อม ผิดศีลธรรม
    • ขัดต่อกฎหมายหรือจารีตประเพณีอันดีของชุมชน ของสังคม
    • รายการที่เห็นว่าไม่อยู่ในรสนิยมอันดีหรือไม่รับผิดชอบต่อสังคม

            ที่กล่าวข้าต้น เป็นเพียงข้อแนะนำกว้างๆเท่านั้น การทำรายการและการบริหารจัดการสถานีวิทยุที่ดี มีได้หลายแนวทาง เป็นสิ่งที่ผู้สนใจจะต้องศึกษา เรียนรู้ และทดลอง

การประเมินผลรายการ

            การประเมินผลรายการ เป็นสิ่งมีประโยชน์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ โดยเฉพาะเมื่อโครงการเป็นการศึกษาทดลอง แต่ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการจริง การประเมินผลก็จะทำให้ผู้บริหารรู้ถึงปัญหาและการตอบรับจากชุมชน

            ในแง่ของการสนับสนุน การประเมินผลจะบอกให้เจ้าของทุนหรือแหล่งเงินสนับสนุนทราบถึงกิจการและสถานภาพการดำเนินงาน จะได้กำหนดทิศทางการสนับสนุนได้ถูกต้อง

            ในการประเมินรายการและการประกอบการวิทยุบริการชุมชนนั้น วิธีการอาจใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณเช่นการสำรวจความคิดเห็นและการรับฟังของคนในชุมชน และในเชิงคุณภาพ เช่นการไปสัมภาษณ์ในรายละเอียดกับผู้ฟังประจำ ผู้ร่วมรายการ ผู้เกี่ยวข้องหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ หรืออาจใช้ผสมกันก็ได้ การศึกษาเชิงคุณภาพน่าจะทำได้ลึกกว่า รวดเร็ว และไม่เปลืองงบประมาณถ้าสามารถหาผู้ที่มีความชำนาญในท้องถิ่น

            การประเมินควรทำโดยบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียในการบริหารจัดการ หรือ เป็นผู้จัดรายการของสถานีวิทยุชุมชนที่จะประเมินนั้น

สรุป

            การจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนเป็นของใหม่ ในต่างประเทศอาจมีการจัดตั้งที่พอเป็นแนวทางให้ศึกษาได้ แต่ในประเทศไทย การกำหนดรูปแบบให้เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นของใหม่ ผู้ที่จะให้คำตอบได้ชัดเจน หรือต้นแบบของวิทยุชุมชนที่ดีที่สุดที่ผู้อื่นจะได้เรียนรู้หรือทำตามก็ยังไม่มี ผู้ที่จะเริ่มต้นก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชน จึงค่อนข้างจะทำงานยากลำบาก

            ในฐานะของสิ่งใหม่ การทดลองทำดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่การทดลองนี้ วิธีที่ดีที่สุด ก็น่าจะเริ่มต้นโดยยึดกฎหมายเป็นหลัก และนี่เป็นแนวทางที่เอกสารนี้ ประสงค์ให้ใช้เป็นจุดเริ่มต้น

            เมื่อมองจากแง่มุมของกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในมาตรา 40 บัญญัติให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ครอบคลุมประโยชน์สาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นชุมชน ขณะเดียวกันก็ให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย

            ในส่วนของท้องถิ่นชุมชนนี้ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 เป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งและให้อำนาจองค์กรอิสระเข้ามากำกับดูแลเรื่องคลื่นความถี่วิทยุ และกำหนดแนวทางทำงานที่สำคัญ พระราชบัญญัตินี้ได้จัดแบ่งคลื่นวิทยุเพื่อการใช้งานออกเป็นสามส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พร้อมทั้งกำหนดด้วยว่าคลื่นที่จัดให้ภาคประชาชนนี้ ต้องมีอย่างน้อยร้อยละยี่สิบ

            ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …. เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จัดทำผ่านขั้นตอนของกฤษฎีกาแล้ว ได้กำหนดให้ภาคประชาชนเข้ามาเป็นผู้รับอนุญาต และได้กำหนดลักษณะและคุณสมบัติของภาคประชาชนไว้ด้วย พระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจองค์กรอิสระให้สามารถกำหนดเงื่อนไขและแนวทางในการอนุญาตด้วย โดยในส่วนของภาคประชาชน ให้ขออนุญาตประกอบการบริการชุมชน ซึ่งก็คือวิทยุชุมชนนั่นเอง พร้อมทั้งระบุให้วิทยุชุมชนมีวัตถุประสงค์และรูปแบบรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะ และห้ามการแสวงหากำไร

            ในตอนท้ายของบทความนี้ ได้อภิปรายถึงแนวทาง ขอบเขต วัตถุประสงค์ และแนวทางในการบริหารวิทยุชุมชน เพื่อเป็นมุมกว้างสำหรับการคิดจัดทำวิทยุชุมชนให้เป็นประโยชน์ต่อไป

 

 

_________________________

 

 

เอกสารอ้างอิง

        1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
        2. พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543
        3. ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …….
        4. http://www.fcc.gov/mb/policy/lpfm/

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

รศ. ดร. พนา ทองมีอาคม (Ph.D.)

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาการประชาสัมพันธ์
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และเป็นบรรณาธิการวารสารวิชาการนิเทศศาสตร์
งานบริหารวิชาการอื่นๆคือเป็นกรรมการบริหารหลักสูตรนิเทศศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิตสาขานิเทศศาสตร์พัฒนาการ
กรรมการบริหารหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิตด้านโฆษณา
มีความสนใจงานวิจัยครอบคลุมกว้างขวางในสาขานิเทศศาสตร์ ทั้งด้านนโยบาย การโฆษณา และการใช้สื่อ
จบการศึกษาระดับปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ (สื่อสารมวลชน) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และปริญญาโทด้านโฆษณาจาก Michigan State University
ได้รับปริญญาเอกจาก The University of Texas at Austin

E-mail: tpana@chula.ac.th