ตั้งต้นใหม่ "วิทยุชุมชน"
โดย อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช

ปัญหาความสับสนอลหม่านในแวดวงผู้เกี่ยวข้องการ "วิทยุชุมชน" ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนในช่วง 1 สัปดาห์เศษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวที่ต่อเนื่องของรัฐบาลในการการบริหารจัดการเรื่องนี้

ความพยายามในการ "จัดระเบียบ" วิทยุชุมชนเกิดเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมกรมประชาสัมพันธ์ และหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรม นัยว่าเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาวิทยุชุมชนจำนวนมาก ที่ดำเนินการผิดระเบียบของกรมประชาสัมพันธ์

พร้อมๆ กับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถือโอกาส "เช็คบิล" ผู้จัดรายการวิทยุชุมชนบางคน ที่ใช้เวทีวิทยุชุมชนพูดจาในรายการ เป็นพิษเป็นภัยกับเสถียรภาพของรัฐบาลไปด้วย

การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชน เป็นผลจากเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่ระบุไว้ในมาตรา 40 ว่า "คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ…"

ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการเข้ามาเป็นเจ้าของสื่อกระจายเสียง เพื่อแสดงออกซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามกฎหมาย เกิดมีการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงอิสระขึ้นมาในท้องถิ่นต่างๆ จำนวนมาก

ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางและโอกาสอันงดงามของนักธุรกิจวิทยุกระจายเสียง ในการเข้าไปจับจองคลื่นความถี่ เป็นเจ้าของสถานี ออกอากาศหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์กันอย่างคึกคัก

ประมาณว่า จนถึงขณะนี้มีผู้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง และดำเนินการออกอากาศ โดยอ้างว่าเป็น "วิทยุชุมชน" ทั้งของแท้ ของเทียม มากกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ

แต่เป็นตัวเลข 3,000 กว่าแห่ง ที่ไม่มีใครระบุได้ชัดเจนว่า ตั้งอยู่ตรงไหน ใครเป็นผู้ดำเนินการ และแสวงหาประโยชน์กันได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ขณะเดียวกัน กฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในวังวนของปัญหาวิทยุชุมชนด้วย ก็คือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ที่ระบุไว้ในมาตรา 80 ว่า ระหว่างที่ยังจัดตั้ง กทช. และ กสช. ไม่แล้วเสร็จ ให้นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่รัฐอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ การกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มีอำนาจหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ไปก่อน แต่จะจัดสรรคลื่นความถี่, ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ หรืออนุญาตให้ประกอบกิจการเพิ่มเติมไม่ได้

เมื่ออนุญาตให้มีผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงรายใหม่ไม่ได้ แต่ความต้องการจัดตั้งสถานีวิทยุยังคงมีมาก และมากขึ้นเรื่อยๆ การเกิดขึ้นของสถานีวิทยุกระจายเสียงทั่วบ้านทั่วเมืองในขณะนี้ จึงเป็น "สถานีเถื่อน" ผิดกฎหมาย กันทั้งหมด

ต้องยอมรับว่า การจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงในลักษณะวิทยุชุมชนและดำเนินการออกอากาศกันมากมายในระยะหลัง ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลได้พยายามเข้าไปจัดระเบียบ ด้วยการสร้างกรอบกติกาขึ้นมา "ผ่อนปรน" ให้ ในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา

วันที่ 16 กรกฎาคม 2545 คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไปศึกษาและกำหนดมาตรการชั่วคราว เพื่อควบคุมดูแลการใช้คลื่นความถี่ของวิทยุชุมชน

จากนั้นก็เงียบหายไปนาน กระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน 2546 หรือกว่า 1 ปีต่อมา ครม.ได้มีมติอนุมัติร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวเบื้องต้นของ "วิทยุชุมชน" หรือที่เลี่ยงไปเรียกว่า "จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน" แล้วมอบให้กรมประชาสัมพันธ์ไปพิจารณา

มติ ครม.เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 มีเนื้อหาสำคัญ 2 ส่วนคือ

1.มีการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านเทคนิค เช่น เครื่องส่งกำลังส่งไม่เกิน 30 วัตต์ ในระบบเอฟอ็ม/เสาอากาศสูงไม่เกิน 30 เมตร/รัศมีส่งกระจายเสียงไม่เกิน 30 กิโลเมตร

2.มีข้อสังเกตของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุความเห็นไว้ชัดเจน 3 ประเด็น

- การตั้งสถานีวิทยุในระหว่างที่ยังไม่มี กทช. และ กสช.นั้น ผิดกฎหมาย

- มาตรการหลักเกณฑ์ชั่วคราว จะทำได้ต้องมีกฎหมายรองรับ

- ในเมื่อมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ให้ออกใบอนุญาตใหม่ จนกว่าจะมี กทช., กสช. ก็สมควรให้ภาคประชาชนสามารถเข้าไปจัดรายการในวิทยุกระจายเสียงของรัฐที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศได้ โดยอาจมีการผ่อนปรนระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรค เช่น ใบอนุญาตผู้ประกาศ, ระเบียบวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2547 คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กกช. ของกรมประชาสัมพันธ์ ได้ไปวางระเบียบการจดทะเบียนวิทยุชุมชนขึ้นมา มีเนื้อหามากมาย

พร้อมทั้งระบุให้ผู้ดำเนินการวิทยุชุมชนไปขึ้นทะเบียน ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน -31 ธันวาคม 2547 ต่อมาก็ขยายเวลาให้โดยไม่มีกำหนด แต่ก็มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ไปแจ้งความจำนงขอขึ้นทะเบียน และยินยอมทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นอกนั้นนิ่งเฉย ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา โดยเฉพาะใช้ข้ออ้างร่วมสมัยว่า ในระหว่างที่ยังไม่มี กสช. กรมประชาสัมพันธ์ไม่มีอำนาจที่จะเข้ามาจัดระเบียบวิทยุชุมชน

กรมประชาสัมพันธ์เองก็สับสนไม่กล้าขยับไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลังดี ปล่อยให้วิทยุชุมชนตกอยู่ในสภาพไร้ระเบียบ ไร้กติกา ไร้การควบคุม มาถึงวันนี้

สถานการณ์แบบนี้จึงมีกลุ่มนักธุรกิจวิทยุกระจายเสียงจำนวนหนึ่ง อาศัยช่องว่างของกฎหมายไปจัดตั้งสถานีวิทยุขึ้นมา แล้วใช้เครื่องส่งกำลังสูง ส่งกระจายเสียงในรัศมีกว้าง และบางแห่งใช้คลื่นถี่ที่ไปแทรกหรือทับซ้อนกับวิทยุกระแสหลัก หรือกลบวิทยุชุมชนรายอื่นที่มีกำลังส่งต่ำกว่า จนเกิดปัญหาไปทั่ว โดยที่กรมประชาสัมพันธ์ไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้

ที่สำคัญ ระเบียบของกรมประชาสัมพันธ์มีสาระที่พิเศษออกมาคือ ให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 6 นาที ทำให้มีการหาประโยชน์อย่างครึกโครม ว่ากันว่าปัจจุบันวิทยุชุมชนหลายแห่งมีเวลาโฆษณามากถึงชั่วโมงละ 15-20 นาที แถมยังไปตัดราคาค่าโฆษณากันมโหฬาร สร้างความปั่นป่วนในวงการวิทยุอย่างรุนแรง

ปัญหานี้รัฐบาลโดยกรมประชาสัมพันธ์ ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ

ร้ายกว่านั้น เจตนารมณ์ของวิทยุชุมชนที่ต้องการให้คนในชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน มีการบริหารจัดการด้วยตนเอง มีเนื้อหาสาระเพื่อแสดงออกและสนองตอบต่อความต้องการของคนในชุมชน กลับกลายเป็นวิทยุของบุคคล กลุ่มบุคคล นักธุรกิจ หรือนักการเมือง ที่ต้องการมีสื่อวิทยุเป็นเครื่องมือของตนเอง

ทางออกในเรื่องนี้เป็นอย่างไร?

หลังจากผู้เขียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย มีข้อเสนอที่น่าสนใจจากนักวิชาการ ผู้ประกอบการวิทยุชุมชน และสมาคมด้านวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

1.รัฐบาลต้องใช้ความกล้าหาญในการจัดระเบียบเป็นเบื้องต้น ต้องให้วิทยุชุมชนทุกแห่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ ไปขึ้นทะเบียนกับกรมประชาสัมพันธ์ทั้งหมด จากนั้นก็จัดกลุ่มผู้ดำเนินการวิทยุชุมชนกันใหม่ ใครไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ใครมาอาศัยช่องโหว่กฎหมายหากินทางธุรกิจ ต้องแยกแยะกันให้เห็นกันชัดเจน

ของแท้ ของเทียม ต้องกล้าที่จะฟันธงกันออกมา ไม่มีรายการลูบหน้าปะจมูก เอื้ออาทรพวกพ้องกันอีกต่อไปแล้ว

2.กติกาทางเทคนิค ตามมติ ครม. เมื่อ 24 มิถุนายน 2546 ที่กำหนดให้เครื่องส่งมีกำลัง 30 วัตต์ ในระบบเอฟเอ็ม เสาสูง 30 เมตร รัศมีส่งกระจายเสียง 15 กิโลเมตร ต้องเป็นจริง ทุกแห่ง ทุกสถานีต้องถอยกลับมายืนอยู่ตรงจุดเดียวกันนี้ทั้งหมด เพราะเชื่อว่ากติกาที่ว่านี้เป็นมาตรฐานที่ตั้งไว้เพื่อความเป็นวิทยุชุมชน สนองความต้องการเฉพาะของชุมชนนั้นๆ อย่างแท้จริง

ถ้าไม่กลับมายืนตรงจุดนี้ วิทยุชุมชนก็ไม่มีทางจะเดินหน้าไปตามเจตนารมณ์ได้

ทราบดีว่า ไม่ง่ายที่จะตัดสินใจเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่ถ้าไม่ทำก็จะเท่ากับยิ่งสุมรุมปัญหาให้หนักหน่วง บานปลายไม่มีที่สิ้นสุด

หน้า 6


ที่มา : มติชนรายวัน วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9917

คัดจาก : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q2/article2005may05p3.htm