ดึง ‘มอแกน’ นับถือคริสต์ แลกสร้างบ้านให้

 

 องค์กรคริสต์ยึดพังงา ตะกั่วป่าเปิดโบสถ์ใหม่ 20 แห่ง บางแห่งสร้างบ้านให้เหยื่อสึนามิ ก่อนกล่อมให้เปลี่ยนศาสนาแล้วนับพันคน ขณะที่ "มอแกน" เกิดแตกแยกหนัก แบ่งพวกนับถือผีกับพระเจ้า ผู้เฒ่าหวั่นไม่มีคนสืบทอดประเพณี กลุ่ม "คริสตจักร" ยันไม่มีการจ้างให้เปลี่ยนศาสนา แต่ชาวบ้านหันมาพึ่งพระเจ้าเอง นายอำเภอคุระบุรีสั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดูแลด่วน

 ปัญหาการช่วยเหลือเหยื่อสึนามิยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด "คม ชัด ลึก" พบมีบางกลุ่มอ้างเป็นตัวแทนศาสนาคริสต์ หรืออ้างเป็นคริสเตียน เข้ามาแจกเงินและสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ พร้อมเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนศาสนา โดยเฉพาะที่ อ.ตะกั่วป่า และ อ.คุระบุรี จ.พังงา พบชาวมอแกนเปลี่ยนศาสนาเกือบทั้งหมู่บ้าน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บริเวณเขาหลัก จ.พังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิอย่างรุนแรง ได้มีกลุ่มคริสเตียน ทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาเปิดศูนย์ ลักษณะคล้ายโบสถ์ใหม่ 25 แห่ง เฉพาะที่ตลาดบางเนียง ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า มีโบสถ์และศูนย์รวมชาวคริสต์สร้างใหม่ติดกัน 17 แห่ง คือ คริสตจักรแบ็บติสต์พระคุณ มูลนิธิพรเมตตา คริสตจักรวิคตอรี่พังงา มูลนิธิพันธกิจพระพร ฯลฯ ทั้งนี้มีสมาชิกที่อ้างว่ามาจากองค์กรคริสเตียนต่างๆ เข้าไปหาผู้ประสบภัยสึนามิตามหมู่บ้านต่างๆ ใน จ.พังงา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนหนัก 4 แห่งคือ บ้านทุ่งดาบ หมู่เกาะพระทอง อ.คุระบุรี บ้านทับตะวัน บ้านน้ำเค็ม บ้านบางสัก อ.ตะกั่วป่า เพื่อชักจูงให้เปลี่ยนมานับถือพระเยซู

 ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 มีกลุ่มคนไทยและฝรั่งที่อ้างว่าเป็นคริสเตียน เข้ามาในหมู่บ้านไม่ต่ำกว่า 40 องค์กร ชักชวนให้ชาวบ้านเปลี่ยนศาสนาแลกกับความช่วยเหลือต่างๆ ส่วนใหญ่จะอ้างว่า เป็นคริสเตียนจากมูลนิธิ หรือองค์กรที่เป็นชื่อภาษาต่างประเทศ จากนั้นก็แจกเงินให้ชาวบ้านรายละ 500-5,000 บาท พร้อมพูดจาชักชวนให้ไปโบสถ์และสัญญาว่า จะสร้างบ้านให้หากเข้ารีตเปลี่ยนไปนับถือพระผู้เป็นเจ้า ชาวบ้านคนใดยอมไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ก็จะสร้างบ้านให้จริง แต่หากไม่ทำตามจะถูกตัดความช่วยเหลือ

 "ต้นปีที่ผ่านมา มีฝรั่งหลายกลุ่มเข้ามาในหมู่บ้านประสบภัย แล้วยื่นเงื่อนไขกับผู้ใหญ่บ้านว่า หากชักจูงลูกบ้านให้เปลี่ยนไปนับถือพระเจ้าได้ จะสร้างบ้านให้ฟรีๆ บางวันเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 องค์กร แต่ไม่มีใครจำชื่อได้เพราะเป็นภาษาฝรั่งยาวๆ ชาวบ้านหลายรายยอมเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ เพราะอยากได้ของแจก ถ้าใครไม่ไปโบสถ์ก็จะไม่ได้ของบริจาค บางคนไม่ได้ประสบภัย แต่ถ้าเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ก็จะได้บ้านใหม่" ผู้ใหญ่บ้าน กล่าว

 นายพรม กล้าทะเล ชาวมอแกน วัย 64 ปี อาศัยอยู่ที่หมู่ 1 บ้านทุ่งดาบ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา เปิดเผยว่า ขณะนี้คนในหมู่บ้านทะเลาะและแตกแยกกันอย่างหนัก เนื่องจากหลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ก็มีฝรั่งและคนไทยเข้ามาในหมู่บ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคริสเตียนจากองค์กรต่างๆ บางรายเข้ามาชักชวนให้ชาวมอแกนเลิกนับถือผีบรรพบุรุษและพระสงฆ์ เปลี่ยนไปนับถือพระเจ้าแทน ชาวบ้านที่ยอมไปโบสถ์จะได้รับเงินและของช่วยเหลือมากกว่าคนอื่น เช่น ได้เรือใหม่ อวนใหม่ ฯลฯ ทำให้กลุ่มที่ไม่เปลี่ยนศาสนาไม่พอใจ เกิดการโต้เถียงตัดขาดญาติพี่น้องกันหลายครอบครัว

 "ที่นี่มีชาวบ้านอยู่ 22 ครัวเรือน หลังเกิดสึนามิเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสเตียนแล้ว 14 หลัง ที่เหลือ 8 หลังเป็นลูกหลานครอบครัวผมเกือบทั้งหมด แต่มีลูกสะใภ้คนหนึ่งที่หันไปนับถือคริสต์ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เสียใจที่เขาไม่สามารถไหว้ผีบรรพบุรุษได้ เวลามีพิธีกรรมดั้งเดิมของหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมีคนเข้าร่วม มีแต่คนเฒ่าคนแก่ ตอนนี้คนในหมู่บ้านเปลี่ยนไปหมดแล้ว แบ่งเป็นสองกลุ่ม ไม่พูดกัน ไม่เดินไปมาหาสู่กัน ไม่ช่วยเหลือกันเหมือนเดิม ห่วงแต่อนาคตจะไม่มีลูกหลานสืบทอดประเพณีต่อ" นายพรม กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ชาวมอแกนบ้านทุ่งดาบได้จัดงานชิงเปรต หรืองานบุญเดือนสิบ ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าปีที่ผ่านมา นายสุพจน์ สุคันธรส ผู้ใหญ่บ้านทุ่งดาบ ยอมรับว่า งานบุญปีนี้คนมาน้อยกว่าปกติ เพราะชาวบ้านส่วนหนึ่งได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ทุกวันอาทิตย์จะมีคนมารับไปโบสถ์แทน ตนอยากให้ชาวบ้านกลับมารักใคร่กันเหมือนเดิม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะการนับถือศาสนาเป็นความพอใจส่วนตัว

 นางสมใจ กล้าทะเล และนางกัลยา เล่ห์อาวุธ ส่วนหนึ่งของชาวมอแกนบ้านทุ่งดาบที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ เปิดเผยว่า หลังเกิดสึนามิรู้สึกหวาดผวาและนอนไม่หลับ เมื่อย้ายไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีบาทหลวงจากโบสถ์ที่ จ.ภูเก็ต เข้ามาปลอบใจ ให้กำลังใจ จนรู้สึกดีขึ้น คืนไหนฝันร้ายก็จะอธิษฐานกับพระเจ้าก็รู้สึกดีขึ้น ทำให้เชื่อและนับถือในพระเจ้า ตลอดจนคำสอนของศาสนาให้รักคนอื่น ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน ถือเป็นคำสอนที่ดี นอกจากนี้การเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียน ก็ไม่ต้องทำบุญไหว้ผี ซึ่งมีเกือบทุกเดือน ต้องซื้อเหล้าขาว ไก่ต้ม อาหาร ขนม ฯลฯ ทำให้สิ้นเปลือง เมื่อกินเหล้าเสร็จ ผัวเมียก็จะทะเลาะทุบตีกันเป็นประจำ

 "ตั้งแต่เด็กเห็นพ่อแม่เมาเหล้าตีกันประจำ มีเงินเท่าไรก็ใช้หมด มีแต่หนี้สิน พอเกิดสึนามิมีคนมาช่วยเยอะแยะ ทำให้รู้ว่าในโลกนี้มีหลายศาสนา เมื่อคนในครอบครัวหันมานับถือพระเจ้าชีวิตก็ดีขึ้น เลิกกินเหล้ากันทุกคน ตอนนี้มอแกนในหมู่บ้านเข้าพิธีเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว 20 คน มาช่วยกันจัดตั้งกลุ่มมอแกนพัฒนาขึ้นในหมู่บ้าน ช่วยเหลือกันเรื่องอุปกรณ์ทำมาหากิน ส่วนเรื่องที่มีคนจ้างให้เปลี่ยนศาสนานั้นไม่เป็นความจริง เป็นความสมัครใจของพวกเราเอง" นางกัลยา กล่าว

 ด้าน นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านบางสัก ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายหมดทั้ง 50 หลัง ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้บ้านบางสักได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรคริสเตียนมูลนิธิพรเมตตา สร้างบ้านให้ทั้งหมด 50 หลัง เป็นบ้านปูน 2 ชั้น งบประมาณหลังละเกือบ 2 แสนบาท และมีกลุ่มชาวเยอรมันไม่ทราบเป็นองค์กรใดมาสร้างเพิ่มให้อีก 12 หลัง ทั้งนี้ยอมรับว่า มีชาวบ้าน 2 หลังได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แล้ว และได้รับความช่วยเหลือบางอย่างมากกว่าชาวบ้านคนอื่นๆ เช่น ได้บ้านที่สวยกว่า แล้วยังได้เงินช่วยซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอีก 3 หมื่นบาทด้วย

 น.ส.นิสา ทยะสุทธิ์ ผู้ดูแลคริสตจักรพรเมตตา กล่าวว่า มูลนิธิพรเมตตา (MERCY FOUNDATION) ได้เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านตั้งแต่หลังเกิดสึนามิได้ 2 สัปดาห์ โดยให้ทุนการศึกษาเด็กกำพร้า 400 ทุน และสร้างบ้านให้ชาวบางสัก 51 หลัง ชาวเกาะคอเขา 40 หลัง ในราคาหลังละ 2-3 แสนบาท และกำลังมีโครงการจะสร้างสนามเด็กเล่นในที่สาธารณะ แต่ไม่มีนโยบายจะจ้างให้คนเปลี่ยนมานับถือคริสต์แต่อย่างใด เพียงแต่อาสาสมัครที่มาช่วยงานเป็นคริสเตียน เมื่อร่วมงานกับชาวบ้านก็เกิดความสนิทสนม มีการชักชวนกันมาโบสถ์ แล้วชาวบ้านก็อยากรู้จักพระเจ้า มีการสอนให้อ่านพระคัมภีร์ ทุกวันอาทิตย์จะมีคนมาที่โบสถ์ประมาณ 50 คน เด็กอีกประมาณ 20 คน ทุกคนมาด้วยความสมัครใจ และคนที่มาโบสถ์ก็ไม่ได้สิ่งของพิเศษกว่าชาวบ้านคนอื่น

 ด้าน นายธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ตัวแทนองค์กรวีเลิฟไทยแลนด์ (WE LOVE THAILAND) ซึ่งเป็นองค์กรประสานงานคริสเตียนใน จ.พังงา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีชาวบ้านผู้ประสบภัยเข้าร่วมเป็นคริสเตียนแล้วกว่าพันคน อยู่ระหว่างการรวบรวมตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้ง ส่วนปัญหาเรื่องการจ้างให้เปลี่ยนศาสนานั้น ตนเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนที่แท้จริง แต่แอบอ้างพระเจ้าหาผลประโยชน์ ซึ่งการตรวจสอบข้อมูลทำได้ยาก เพราะต่างก็เข้าหาชาวบ้านโดยตรง ไม่ได้ผ่านคริสตจักร หรือองค์กรกลาง

 ขณะที่ นายสุรัตน์ อัครวิโรจน์กุล นายอำเภอคุระบุรี ยอมรับว่า มีขบวนการจ้างให้เปลี่ยนศาสนาเข้ามาในหมู่บ้านที่ประสบภัยสึนามิจริง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีให้สิ่งของช่วยเหลือแลกกับการไปโบสถ์ ซึ่งในวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้เรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกำชับให้ดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษแล้ว เช่นเดียวกับ นายพิภพ หนูขวัญ ปลัดอาวุโสอำเภอตะกั่วป่า กล่าวว่า ขณะนี้มีองค์กรคริสเตียนทั่วโลกมาเปิดศูนย์ทำงานลักษณะคล้ายโบสถ์ในพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า แล้วกว่า 20 แห่ง กลุ่มคริสเตียนเหล่านี้จะเข้าถึงชาวบ้าน มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่รู้ว่ามีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ เพราะการนับถือศาสนาเป็นสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย

 ผู้สื่อข่าวออกสำรวจบรรยากาศการเข้าร่วมพิธีในโบสถ์คริสต์ บนถนนสายเขาหลัก-บางเนียง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม แต่ละแห่งมีผู้เข้าร่วม 10-20 คน มีบางแห่งเท่านั้นที่มีชาวบ้านมาร่วมจำนวนมาก โดยแต่ละโบสถ์จะอำนวยความสะดวก ด้วยการใช้รถกระบะ หรือรถตู้ไปรับชาวบ้านมาร่วมพิธี ในจำนวนนี้คริสตจักรแบ็บติสต์พระคุณ (เขาหลัก) เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีชาวบ้านมาร่วมหนาแน่นกว่า 50 คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงจาก 3 หมู่บ้านใน ต.คึกคัก ประกอบด้วย บ้านทุ่งมะพร้าว บ้านทุ่งไม้ไผ่ และบ้านบางเนียง นอกจากนี้ยังมีเด็กๆ อีกเกือบ 20 คน

 การทำพิธีของโบสถ์แต่ละแห่งจะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ เริ่มจากตั้งจิตอธิษฐานให้จิตสงบ ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า โดยเฉพาะเด็กๆ จะร้องตามด้วยความสนุกสนาน มีการอธิษฐานล้างบาป ก่อนเสร็จพิธีจะประกาศข่าวว่า จะเดินทางไปร่วมทำบุญในพื้นที่ประสบภัยใดบ้าง บางแห่งจะเน้นการร้องเพลง เช่น ที่มูลนิธีพรเมตตา มีผู้เข้าร่วมทั้งชาวต่างชาติ อาสาสมัคร และชาวบ้านรวมเกือบ 60 คน โดยมีวงดนตรีวงใหญ่ร่วมบรรเลง

 อาจารย์พิทักษ์ จอมหงษ์ สิษยาภิบารย์ (ทำหน้าที่คล้ายเจ้าอาวาสวัด) กล่าวว่า คริสตจักรแบ็บติสต์พระคุณ (เขาหลัก) เพิ่งมาเปิดหลังเกิดสึนามิ ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมแล้วกว่าพันคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบภัยจาก ต.คึกคัก โดยกลุ่มของตนเน้นการเข้าหาชาวบ้าน ช่วยเหลือด้านจิตใจ และมอบสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ไม่เน้นการสร้างบ้าน หรือมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพขนาดใหญ่ เป็นการเข้าหาชาวบ้านด้วยใจ และชาวบ้านที่มาโบสถ์ก็มาด้วยความศรัทธา ซึ่งปกติจะมีมากกว่านี้ แต่เนื่องจากเป็นเทศกาลกินเจจึงมีมาน้อย

*******************

ที่มา : นสพ.คมชัดลึก 10 ต.ค.48