เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธาราม ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ขึ้นเป็นพระอารามหลวงสำคัญสำหรับพระนคร โดยทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียง และพระมหาเจดีย์ ขึ้นอย่างใหญ่โต วิจิตรงดงาม โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณขนาดหน้าตัก ๕ ศอกเศษ จากวัดคูหาสวรรค์ กรุงธนบุรี มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ถวายพระนามว่า พระพุทธเทวปฏิมากร ซึ่งต่อมาได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระองค์มาบรรจุไว้ที่ฐานชุกชีพระประธานองค์นี้ด้วย และโปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดร้างตามหัวเมืองต่าง ๆ มาปฏิสังขรณ์ และนำมาประดิษฐานไว้ในพระวิหารและพระระเบียงเป็นจำนวนถึง ๑,๒๔๘ องค์ นอกจากนั้น ยังได้โปรดให้จารึกตำรายา และสร้างรูปฤๅษีดัดตนแก้โรคต่าง ๆ ไว้ในศาลารายเป็นวิทยาทาน และพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้แก้สร้อยนามพระอารามเป็น วิมลมังคลาราม
ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามนี้เป็นงานใหญ่ โดยโปรดให้รื้อพระอุโบสถเดิมลง แล้วสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ทรงขยายเขตวัดออกไป แล้วสร้างพระพุทธไสยาสน์พร้อมทั้งพระวิหาร สร้างพระมหาเจดีย์อีก ๒ องค์ ขนาบ ๒ ข้างพระมหาเจดีย์เดิม รื้อกุฏิสงฆ์ที่เป็นไม้สร้างเป็นตึกแทน พร้อมทั้งโปรดให้จารึกสรรพตำราต่าง ๆ รวม ๘ หมวดบนแผ่นหินอื่นตัดไว้ตามศาลาราย นับว่าเป็นสถานศึกษาเปิดของประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย
พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อ ๆ มา ได้ทรงอุปถัมภ์ทะนุบำรุงพระอารามแห่งนี้ตลอดมา โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นเป็นองค์ที่ ๔ และมีพระราชกระแสรับสั่งว่า พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ได้ทันทอดพระเนตรเห็นกัน จึงสร้างพระมหาเจดีย์อุทิศพระราชกุศลสำหรับแต่ละรัชกาล รัชกาลต่อไปจึงไม่ต้องทรงสร้างพระมหาเจดีย์เช่นนี้อีก
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามมีประวัติคู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ และเต็มไปด้วยศิลปวัตถุศิลปสถานที่งดงามทรงคุณค่ายิ่ง นับเป็นสมบัติของชาติที่คนไทยจะต้องช่วยกันธำรงรักษาไว้
วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเดิมว่า วัดมะกอก และเปลี่ยนชื่อเป็น วัดแจ้ง ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนาพระราชวังขึ้นที่กรุงธนบุรี วัดแจ้งจึงกลายเป็นวัดอยู่ในเขตพระราชวัง ทำให้ไม่มีพระสงฆ์พำนักอยู่ในวัด ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีถาวร โปรดให้รื้อกำแพงกรุงธนบุรี เอาอิฐมาสมทบสร้างกำแพงเมืองใหม่ วัดแจ้งก็กลับกลายเป็นวัดนอกพระราชวังเช่นเดิม โปรดให้นิมนต์พระราชาคณะมาครองวัด และโปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จฯ มาประทับที่พระราชวังเดิม และทรงมอบหน้าที่ให้ดูแลอุปถัมภ์วัดแจ้ง จึงทรงเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ รัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคตก่อน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงบูรณะวัดแจ้งต่อจากเดิม มีการก่อสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียงรอบพระอุโบสถ ทรงหล่อพระประธานในพระอุโบสถขึ้นใหม่ โดยทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระประธานด้วยฝีพระหัตถ์ พระราชทานนามวัดขึ้นใหม่ว่า วัดอรุณราชธาราม
และมีพระราชดำริที่จะทรงสร้างพระพุทธปรางค์ขนาดใหญ่สวมทับพระปรางค์องค์เดิมซึ่งสูงเพียง ๘ วา ได้ทรงออกแบบพระพุทธปรางค์องค์ใหญ่จนแล้วเสร็จ พอลงมือขุดวางรากฐานไม่นานก็เสด็จสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สนองพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยทรงก่อสร้างพระพุทธปรางค์ต่อจนสำเร็จ สูงถึง ๑ เส้น ๑๓ วาเศษ ประดับด้วยเครื่องถ้วยดินเผาเคลือบน้ำยา มีพระปรางค์ทิศ ๔ องค์เป็นบริวาร มีความงดงามยิ่งจนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติไทย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงสร้างและบูรณะสิ่งต่าง ๆ ในวัดเพิ่มเติม ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มาประดิษฐานที่พระพุทธอาสน์พระประธานในพระอุโบสถ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดเพลิงไหม้พระอุโบสถ ต้องปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่เหมือนกับสร้างใหม่ทั้งหมด และโปรดให้บูรณะวัดทั้งพระอารามโดยเฉพาะพระพุทธปรางค์ ซึ่งมีพระราชดำรัสว่าพระปรางค์องค์นี้เป็นที่ระลึกสำหรับชาติ และในรัชกาลต่อ ๆ มาก็โปรดให้ดูแลรักษาพระอารามมาโดยตลอด วัดอรุณราชวรารามจึงมีความสำคัญคู่กับประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นแม่ทัพคุมกองทัพไปป้องกันข้าศึกพม่าที่จะยกทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ได้ทรงกระทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงคราม ที่วัดจอมทอง ริมคลองด่านทรงอธิษฐานขอให้ราชการทัพครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และเสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ ปรากฏว่าพม่าไม่ได้ยกทัพมา จึงมีพระบรมราชโองการให้เลิกทัพกลับมา
เมื่อเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว จึงทรงเริ่มปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ทั้งวัด โดยเสด็จมาควบคุมการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง เสร็จแล้วจึงน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้พระราชทานนามว่า วัดราชโอรส เพราะเป็นวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา
ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความสัมพันธ์ทางการค้าสำเภากับจีนมาก ทำให้ทรงนิยมศิลปะแบบจีน และเพราะการปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นการส่วนพระองค์ จึงทรงใช้ศิลปกรรมแบบจีนมาผสมผสานกับศิลปกรรมแบบไทยตามพระราชหฤทัยได้อย่างงดงามลงตัว และเป็นต้นแบบของการสร้างวัดในรัชกาล ทั้งของหลวงและของขุนนางพ่อค้าคหบดีอีกหลายวัด จนถือว่าเป็นศิลปกรรมแบบรัชกาลที่ ๓
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานไว้ ณ ฐานชุกชีพระประธานในพระอุโบสถ พร้อมทั้งแผ่นพระปรมาภิไธยและแผ่นศิลาจารึกดวงพระบรมราชสมภพ จึงถือว่าวัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้สถาปนาวัดราชประดิษฐ์ เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี ที่นิยมกันว่าราชธานีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยวัดสำคัญ ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์ นอกจากนั้น ยังมีพระราชดำริที่จะอุทิศพระอารามนี้ แก่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายโดยเฉพาะ เพื่อประโยชน์ในการที่เจ้านายและข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายใน สามารถทำบุญให้ทานตามคติฝ่ายธรรมยุติกนิกายได้สะดวก เพราะวัดนี้อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง
แม้ว่าวัดนี้จะมีเนื้อที่เพียง ๒ ไร่ ๓ งานเศษ แต่ก็ประกอบไปด้วยศิลปกรรมที่ประณีตงดงาม ในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จำลองรูปพระพุทธสิหิงค์ ขนาดหน้าตัก ๑ ศอก ๖ นิ้ว มาประดิษฐานบนบุษบก ๓ ยอด เหนือฐานชุกชี เป็นพระประธานในพระอุโบสถ พระราชทานนามว่า พระพุทธสิหังคปฏิมากร ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้แบ่งพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้ นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างหอพระจอมเป็นพระปรางค์ยอดพรหมพักตร์ บนลานไพทีด้านตะวันตกของพระอุโบสถ ไว้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยืนเต็มพระองค์ ขนาดเท่าพระองค์จริง
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ ปีถัดมาก็ทรงก่อพระฤกษ์สร้างวัดราชบพิธ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๑๒ เป็นวัดประจำรัชกาลตามโบราณราชประเพณี
วัดนี้ได้วางแผนผังการก่อสร้างเช่นเดียวกับวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือมีพระมหาเจดีย์เป็นหลักของวัด สร้างพระอุโบสถอยู่ด้านหน้าและพระวิหารอยู่ด้านหลังพระมหาเจดีย์ ชักพระระเบียงล้อมพระมหาเจดีย์เป็นวงกลม โดยมีพระวิหารทิศทำหน้าที่เป็นประตูอยู่กึ่งกลางพระระเบียงด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทั้งหมดอยู่บนพื้นไพทีมีกำแพงแก้วล้อมรอบ ผิวหนังของสิ่งก่อสร้างทุกอย่าง ตั้งแต่กำแพงแก้ว พระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารทิศ พระระเบียงและพระมหาเจดีย์ ประดับกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ ซึ่งเขียนตัวอย่างลายไปสั่งทำจากประเทศจีน จึงเรียกกันว่า วัดเบญจรงค์ ซึ่งไม่มีวัดใดจะงดงามเสมอเหมือน
ศิลปกรรมที่งดงามเป็นพิเศษของวัดนี้คือ บานประตู และบานหน้าต่างพระอุโบสถ เป็นบานไม้ประดับมุก เป็นลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ๕ ตระกูลเรียงลงมาตามลำดับคือ นพรัตนราชวราภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ปฐมจุลจอมเกล้า ประถมาภรณ์ช้างเผือก และประถมาภรณ์มงกุฎไทย เป็นงานประดับมุกฝีมือวิเศษสุดของช่างสมัยรัชกาลที่ ๕ การตกแต่งภายในพระอุโบสถก็เป็นศิลปะแบบยุโรปผสมไทย คือ ส่วนเพดานเสา และลวดลายประดับฝาผนัง ลักษณะคล้ายพระที่นั่งห้องหนึ่งในพระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส มีพระพุทธอังคีรสเป็นพระประธานในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ เพื่อจะนำไปประดิษฐานที่พระปฐมเจดีย์ แต่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชอุทิศทองรูปพรรณเนื้อแปด ที่เคยใช้ประดับพระองค์เมื่อยังทรงพระเยาว์ น้ำหนักรวม ๑๘๐ บาท มากะไหล่พระพุทธอังคีรส ดังนั้น พระประธานองค์นี้จึงงามอร่ามตา สมพระนามที่แปลว่า พระผู้มีรัศมีแผ่ซ่านจากพระวรกาย
ที่พุทธบัลลังก์พระประธาน มีพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระเจ้าลูกเธอในพระองค์ได้รับพระราชทานในงานพระเมรุมาศและทรงเก็บรักษาไว้ ต่อมาได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้ และที่ฐานชุกชีหินอ่อน มีพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประดิษฐานอยู่ด้วย
นอกจากนั้น ยังมีสุสานหลวง เป็นที่บรรจุพระอัฐิ พระสรีรางคาร อังคาร พระบรมวงศานุวงศ์ เจ้าจอมมารดา และสมาชิกในราชสกุล ที่สืบจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสร้างอนุสรณ์สถานเป็นศิลปะทั้งแบบไทย แบบขอม และแบบยุโรป ซึ่งมีความงดงามหลากรูปแบบ ควรแก่การศึกษาอยู่ด้วย.